ความแตกต่างของ “โรคแพนิค” กับ “โรควิตกกังวล” ที่คุณอาจไม่เคยรู้

ใครบางคนอาจเคยประสบกับภาวะที่อยู่ดีๆ ก็คล้ายกับจะหายใจไม่ออก เหงื่อชุมโชกทั้งที่อากาศก็ไม่ได้ร้อนอบอ้าวอะไร และก็เริ่มตะหนกว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง อาการเหล่านี้ บางคนก็เรียกว่า “โรควิตกกังวล” ในขณะที่บางคนว่ามันคือ “โรคแพนิค” อย่างไรก็ตาม มีคำถามมากมายเกิดขึ้นถึงความข้อเกี่ยวของคำสองคำนี้ว่ามันคือสิ่งเดียวกันหรือจริงๆ แล้วมันคือคนละเรื่อง

ทำความเข้าใจข้อแตกต่างระหว่าง “โรคแพนิค” และ “โรควิตกกังวล”

“โรคแพนิค” จัดเป็นโรคหนึ่งทางจิตเวช ซึ่งจะมีอาการตามเกณฑ์การวินิจฉัยของ the Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders (DSM-5) ในขณะที่ “โรควิตกกังวล” จะไม่ได้มีการระบุในเกณฑ์อย่างเป็นทางการ ดังนั้น หากคุณรู้สึกถึงอาการบางอย่างที่เป็นเพราะโรควิตกกังวล ก็อาจเป็นไปได้ที่คุณจะประสบกับภาวะโรคแพนิคได้

 

แล้วจริงๆ “โรคแพนิค” คืออะไร

โรคแพนิคเป็นภาวะที่เกิดการตกใจกลัวสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างรุนแรงโดยไม่สามารถคาดการณ์อาการล่วงหน้าได้ และอาจจะกินเวลานานถึง 10 นาที ซึ่งเป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางกายภาพเมื่ออยู่ในสภาวะคับขันหรืออันตราย ซึ่งหากมันเกิดขึ้นขณะที่คุณไม่ได้อยู่ในภาวะเหล่านั้นจริง เช่นเมื่อยามที่คุณมีอาการตื่นตระหนก ก็อาจทำให้ร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติได้

ซึ่งอาการที่บ่งบอกถึงโรคแพนิค ได้แก่

  • ใจสั่น หรือมีอัตราการเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ
  • เหงื่อออก
  • ตัวสั่นเทา
  • หายใจถี่ หอบ มีอาการสำลัก เจ็บหน้าอกหรืออึดอัด
  • คลื่นไส้ หรือปวดบิดช่องท้อง
  • มึนงง เวียนหัว  หรือจะเป็นลม
  • รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ
  • อาการชาตามหลายมือและเท้า
  • เกิดภาพหลอน หรือรู้สึกว่าไม่เป็นตัวของตัวเอง
  • หวาดกลัวที่จะสูญเสียการควบคุม หรือเพ้อคลั่ง
  • กลัวตาย

 

สาเหตุของ “โรคแพนิค”

จริงๆ แล้วโรคแพนิคสามารถเกิดจากสิ่งกระตุ้นเฉพาะ เช่น ความกลัวสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และก็อาจเกิดได้โดยไม่มีสาเหตุเช่นกัน! แต่หากคุณเคยประสบกับอาการแพนิค ความหวาดกลัวที่จะถูกคุกคาม หรือเกิดแพนิคขึ้นบ่อยๆ หรือเริ่มที่จะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดการแพนิค นั่นอาจบอกได้ว่าคุณกำลังเป็นโรคนี้

ตัวอย่างเช่น คนที่เป็นโรคแพนิคมักจะสังเกตอาการบางอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเองไปในทางลบ ทั้งที่จริงๆ มันไม่ได้ร้ายแรงมากยัก และนั่นก็จะทำให้พวกเขาวิตกกังวลมากยิ่งขึ้น จากจุดนั้นก็จะพัฒนาไปเป็นอาการแพนิคได้

มีสิ่งจำเพาะอะไรที่จะไปกระตุ้นให้เกิดอาการแพนิคหรือไม่

อาการแพนิคสามารถเกิดขึ้นได้ไม่ว่ากับใคร แต่ก็มีปัจจัยบางอย่างที่สามารถส่งผลให้เกิดความเสี่ยงได้ ได้แก่

1. เพศ

เพศหญิงมีแนวโน้มถึง 2 เท่าของเพศชายในอาการวิตกกังวล นั่นมาจากความแตกต่างทางด้านเคมีและฮอร์โมนในสมอง เช่นเดียวกันกับวิธีในการรับมือกับความเครียดที่ต่างกันระหว่างหญิงและชาย ผู้หญิงจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งที่เป็นอันตรายไวและคงอยู่นานกว่าผู้ชายเนื่องจากฮอร์ดมนเอสโตรเจนและโพรเจสเตอร์โรน  และสารเซอร์โรโทนินในผู้หญิงที่เป็นตัวควบคุมด้านความเครียดและวิตกกังวลก็ไม่ได้ทำงานได้ไวเท่ากับผู้ชายด้วย

2. พันธุกรรม

ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ต้องใส่ใจ จากการศึกษาในปี 2013 พบว่า ผู้ที่มีอาการโรคแพนิคจะมียีนที่เรียกว่า NTRK3 ซึ่งจะไปเพิ่มความรู้สึกหวาดกลัวและการตอบสนองต่อความกลัวนั้น

3. ความผิดปกติของสุขภาพจิตอื่นๆ

หากคุณเผชิญกับภาวะความผิดปกติทางสุขภาพจิตใดๆ อยู่ รวมทั้งความหดหู่  ก็อาจส่งผลต่อความเสี่ยงการเกิดโรคแพนิคได้  ตามเกณฑ์แล้วภาวะความวิตกกังวลผิดปกติ เช่น หวาดกลัวสังคม หรือ โรคย้ำคิดย้ำทำ ก็สามารถเพิ่มโอกาสนำคุณไปสู่อาการแพนิคได้ยิ่งขึ้น

4. ปัจจัยแวดล้อม

หากคุณเติบโตมาท่ามกลางครอบครัวที่มีอาการวิตกกังวลผิดปกติ คุณก็อาจกลายเป็นหนึ่งในนั้นได้ไม่ยาก และนั่นยังจะส่งผลต่อพฤติกรรมเรียนรู้ขั้นพื้นฐานและการแสดงออกทางอารมณ์อีกด้วย นอกจากนี้ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดความเครียด เช่น การตกงาน หรือการเสียชีวิตของคนในครอบครัว ก็สามารถทำให้เกิดโรคแพนิคได้เช่นกัน

เรามีรักษาโรคแพนิคได้อย่างไร

มีหลายสิ่งที่จะสามารถช่วยเยียวยาและให้คุณควบคุมอาการโรคแพนิคได้

  1. ประการแรก หากคุณกังวลใจเกี่ยวกับอาการผิดปกติทางร่างกายใดๆ ขณะที่เกิดแพนิค ให้ไปพบแพทย์ ซึ่งหากการวินิจฉัยออกมาว่าคุณไม่ได้เจ็บป่วยด้วยโรคอื่นใด แพทย์ก็จะได้แนะนำการบำบัดหรือให้ยาเพื่อรักษาอาการแพนิคให้คุณ
  2. การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy (CBT)) เป็นการรักษาทางด้านจิตเวชที่มุ่งในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบความคิดของผู้รับการบำบัด เพื่อที่จะได้จัดการกับอาการด้วยการควบคุมให้เป็นไปอย่างเหมาะสม ไม่เกิดอาการบ้าคลั่ง หรือคิดว่าอาการแพนิคจะทำให้ตัวเองตายได้ นอกจากนี้ การฝึกสมาธิก็เป็นยาชั้นดีอีกทางหนึ่ง
  3. การให้ยาคลายความเครียดก็เป็นการเยียวยาอาการวิตกกังวลและแพนิคให้กับผู้รับการบำบัดได้ โดยเฉพาะกรณีที่มีอาการหัวใจเต้นเร็วและมีเหงื่อออก

 

อย่างไรก็ตาม อาการของโรควิตกกังวลเกินเหตุ หรือโรคแพนิคนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะรับมือได้ลำบากสำหรับผู้ที่ต้องเผชิญกับมัน ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นกับคุณตามที่ระบุข้างต้น ควรไปพบแพทย์เพื่อหาทางบำบัดไม่ให้เป็นอันตรายจะดีที่สุด พร้อมกันนี้การดูแลรักษาสุขภาพจิตให้แข็งแรงก็ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราไม่ตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดอาการดังกล่าวค่ะ

ที่มา  womenshealthmag

arrow
%d bloggers like this: