Trending Now

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเทรนด์ กินมังสวิรัติ ไม่ได้ผิวเผินแค่การ ไม่กินเนื้อสัตว์ อีกต่อไป

มาทำความรู้จักเทรนด์ไดเอตแบบ Vegetarian หรือการไม่กินเนื้อสัตว์ ที่มีดีเทลน่าสนใจมากกว่าที่คุณคิด พร้อมหาคำตอบว่าที่จริงแล้ว มันเหมาะกับคุณหรือไม่?

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในช่วง 5ปีที่ผ่านมา กระแสการไดเอตแบบมังสวิรัติกลับมาฮอตฮิตให้เราได้ยินบ่อยขึ้นอีกครั้งพร้อมๆกับกระแสอาหารคลีน ถึงแม้ว่าการกินอาหารแบบมังสวิรัติจะไม่ใช่เรื่องใหม่ และแน่นอนว่าผู้คนหันมากินมังสวิรัติจากหลายสาเหตุ รวมทั้งด้วยศาสนาและความเชื่อ แต่เมื่อ ณ ตอนนี้ หลายคนอยากหันมา กินมังกันมากขึ้น เราจึงควรจะมาเริ่มทำความรู้จักกับการกิน มังสวิรัติ แบบถูกต้อง ว่าเป็นอย่างไรกันแน่ มีกี่ประเภท และที่สำคัญที่สุดคือ เหมาะกับเราหรือไม่

กินมัง” = กินอะไร?

คำจำกัดความของ มังสวิรัติ หรือ Vegetarian แบบดั้งเดิม คือ การกินอาหารที่ ไม่มี เนื้อสัตว์ และผลิตผลจากสัตว์ทุกประเภททว่าในยุคปัจจุบันนี้คำจำกัดความของ Vegetarian เปลี่ยนไปเป็น การกินอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ ทว่าอาจจะมีผลิตผลจากสัตว์ เช่น ไข่ นม หรือเนย ได้ ในขณะที่ การกินอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ และผลิตผลจากสัตว์ทุกประเภทโดยสิ้นเชิงนั้น ภาษาอังกฤษจะเรียกว่า Vegan สำหรับภาษาไทยนั้น เรายังคงเรียกทั้งสองประเภทอย่างเหมารวมว่า มังสวิรัติ แต่หากเปรียบเทียบแล้ว Vegan ก็คงจะใกล้เคียงกับการกินเจของบ้านเรานี่เอง

ประเภทของมังสวิรัติ

ที่จริงแล้วมังสวิรัติไม่ได้หมายความว่าไม่กินเนื้อสัตว์แต่เพียงอย่างเดียว เพราะแท้ที่จริงแล้วมันยังถูกแยกออกไปเป็นหลายประเภท ขึ้นอยู่กับการบริโภคหรือไม่บริโภคผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากสัตว์ชนิดอื่นๆ เช่น ไข่ หรือ นม

  • Lacto-Ovo Vegetarian: ทานไข่ และผลิตภัณฑ์จากวัวอย่างนมและเนยได้
  • Lacto Vegetarian:ทานผลิตภัณฑ์จากวัวอย่างนมและเนยได้ แต่ไม่ทานไข่
  • Ovo vegetarian: ทานไข่ได้ แต่ไม่ทานผลิตภัณฑ์จากวัวอย่างนมและเนย
  • Vegan: ไม่ทานเนื้อสัตว์ทุกประเภท รวมทั้งผลิตผลจากสัตว์ทุกประเภท

นอกจากนั้นยังมีมังสวิรัติประเภทอื่นๆ ที่น่าสนใจอีก เช่น Pescatarian ซึ่งที่จริงแล้วอาจไม่ใช่การกินมังสวิรัติสักทีเดียว เพราะทานเนื้อสัตว์ได้ แต่จำกัดเฉพาะสัตว์น้ำอย่างปลา กุ้ง ปู ฯลฯเท่านั้น เป็นต้น

สิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้กับผู้เริ่มทานอาหารแบบมังสวิรัติ

เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์คือแหล่งโปรตีนที่เป็นอาหารหลักของร่างกาย รวมทั้งแร่ธาตุบางอย่างที่ไม่สามารถหาจากแหล่งอื่นได้อย่างแคลเซียมหรือวิตามิน บี12 เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ที่ไม่เคยทานมังสวิรัติมาก่อน เมื่อเริ่มหันมาทานมังสวิรัติแบบต่อเนื่อง สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับร่างกายได้คือรู้สึกอ่อนเพลียง่าย หิวบ่อย กระหายน้ำบ่อย ท้องผูก หากไม่หาสารอาหารมาทดแทนส่วนที่เสียไป อาจจะเสี่ยงเป็นโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก และโรคกระดูกพรุนได้ในอนาคต

จะทำอย่างไร? เมื่อร่างกายต้องการโปรตีน?

ที่จริงแล้วหากเราเลือกที่จะเป็นมังสวิรัติแบบที่ยังสามารถทานไข่ หรือผลิตภัณฑ์จากวัวเช่น นม หรือเนย ได้ เรายังสามารถชดเชยโปรตีนและแร่ธาตุอื่นๆ ที่ร่างกายต้องการได้อยู่ แต่สำหรับมังสวิรัติแบบ Veganนั้น สามารถหาโปรตีนชดเชยได้จากถั่ว เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเลนทิลส์ (Lentils) ควินัวร์ (Quinoa)ถั่วบัควีด (Buckwheat)คำเตือนคือไม่ควรทานถั่วเหลืองรวมทั้งผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง มากเกินไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาวๆ เพราะสารที่ชื่อ Isofavoneในถั่วเหลืองมีผลกระทบต่อการผลิตฮอร์โมน Estrogen ในผู้หญิง ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์และมดลูกได้

นอกเหนือจากแหล่งโปรตีนแล้ว ผู้ที่ทานอาหารแบบมังสวิรัติไม่ควรลืมชดเชยแร่ธาตุอื่นๆที่จะขาดหายไปจากการไม่ทานเนื้อสัตว์ เช่น แคลเซียม เหล็ก วิตามิน บี12 และกรดไขมันจำเป็น ความโชคดีอย่างหนึ่งคือยุคนี้มีอาหารเสริมและวิตามินเสริมมากมายที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ ลดโอกาสเสี่ยงที่ผู้ทานมังสวิรัติจะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการขาดสารอาหารได้

ใครบ้างที่ไม่เหมาะจะเป็นมังสวิรัติแบบเคร่งครัด (Vegan)

อย่างไรก็ตาม มังสวิรัติแบบที่ไม่ทานผลิตภัณฑ์จากสัตว์ใดๆเลยไม่ได้เหมาะกับทุกคนอย่างแน่นอน ใครบ้างที่ยังไม่ควรเป็นมังสวัรัติแบบเคร่งครัด หรือ Vegan  มาดูกัน

  • คุณแม่ตั้งครรภ์: จริงอยู่ว่าคุณแม่ตั้งครรภ์สามารถทานอาหารแบบมังสวิรัติได้ แต่แพทย์ก็ยังแนะนำให้คุณแม่ตั้งครรภ์ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน รวมทั้งวิตามินและแร่ธาตุที่ได้จากเนื้อสัตว์ หากคุณแม่ยืนยันที่จะเป็นมังสวิรัติระหว่างการตั้งครรภ์จริงๆ ควรปรึกษาแพทย์เจ้าของครรภ์เพื่อความปลอดภัย
  • ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคโลหิตจาง หรือมีความดันเลือดต่ำ:เพราะในช่วงแรกๆ ที่ร่างกายปรับตัวจากการไม่ได้รับเนื้อสัตว์ อาจมีผลทำให้ความดันโลหิตของเราต่ำลงไปอีก รวมทั้งธาตุเหล็กที่น้อยลงอาจทำให้ร่างกายของเราอ่อนแอลงไปอีกได้
  • ผู้ที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานมาก:การได้รับโปรตีนที่ลดน้อยลงจะยิ่งทำให้มวลกล้ามเนื้อในร่างกายของเราน้อยลงไปอีก ผู้ที่มีน้ำหนักน้อยอยู่แล้วจึงอาจจะเสี่ยงต่ออาการอ่อนเพลีย หน้ามืด ไปจนถึงโรคขาดสารอาหารได้
  • ผู้ที่อยากเป็นมังสวิรัติเพื่อลดความอ้วนเพียงอย่างเดียว:เป็นสิ่งที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุดว่าการเป็นมังสวิรัติสามารถช่วยลดความอ้วนได้ แต่แท้ที่จริงแล้วมังสวิรัติไม่ได้ทำให้ไขมันในร่างกายหายไป หากน้ำหนักตัวที่น้อยลงนั้นเกิดจากการสูญเสียกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นการลดน้ำหนักที่ไม่ถูกต้องและมีความเสี่ยงที่น้ำหนักตัวจะกลับมาพุ่งสูงขึ้นในอนาคต

เป็นมังสวิรัติแบบทางสายกลาง ทำอย่างไร?

ทุกสิ่งในโลกนี้หากสุดทางเกินไปก็อาจจะเกิดผลเสียได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นสำหรับใครที่สนใจอยากเริ่มทานมังสวิรัติเพื่อสุขภาพบ้าง ควรทำตามคำแนะนำต่อไปนี้ เพื่อลดการเกิดผลเสียต่อร่างกายให้น้อยที่สุด

  • ค่อยๆเริ่มทีละน้อย:แทนที่จะหักดิบเลิกกินเนื้อสัตว์ทุกอย่างทันที ควรค่อยๆ ให้ร่างกายปรับตัว เช่น งดทานเนื้อสัตว์อาทิตย์ละวันก่อน แล้วค่อยๆขยับให้บ่อยขึ้น
  • มองหามังสวิรัติประเภทที่ไม่เคร่งครัดมาก:อย่าลืมว่ายังมีมังสวิรัติอีกหลายประเภทที่ไม่เคร่งครัดมากและลดความเสี่ยงขาดสารอาหารของร่างกาย เช่น มังสวิรัติประเภทที่ทานสัตว์น้ำได้ หรือ Flexitarianมังสวิรัติประเภทที่อนุญาตให้เราทานเนื้อสัตว์ได้บ้างนานๆครั้งเพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย เป็นต้น
  • มังสวิรัติอย่างเดียวไม่พอ ต้อง เหมาะสมด้วย:ไม่ได้หมายความว่าเป็นมังสวิรัติแล้วจะสุขภาพดีหากเรายังเลือกทานได้ไม่เหมาะสม เช่น ยังคงทานของทอด ของเค็ม ของมัน หรือทานคาร์โบไฮเดรตมากเกินความต้องการ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่มีผลต่อสุขภาพที่ดีของเรามากกว่าการทานหรือไม่ทานมังสวิรัติเสียอีก
  • ตรวจร่างกายเป็นประจำ:อย่าลืมเช็คสุขภาพประจำปีอย่าได้ขาด เพื่อเมกชัวร์ว่าสุขภาพเราเป็นปกติและเราได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ

ใครที่อ่านบทความนี้จบแล้วอยากลองเป็นมังสวิรัติแบบชั่วครู่ชั่วคราวให้ได้ประสบการณ์ดูสักครั้ง อย่าลืมเริ่มทุกอย่างจากทางสายกลางอย่างที่เราแนะนำ สุดท้ายแล้วอย่าลืมว่า สุขภาพดีนั้นสร้างจากหลายองค์ประกอบรวมกัน การทานเนื้อสัตว์หรือไม่ทานอาจจะเป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆ องค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น อย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพในเรื่องอื่นๆ ให้ดีด้วยเช่นกัน เพื่อความสุขอันเกิดจากการไม่มีโรคภัยนั่นเอง

 

เรื่อง: กรวิก

arrow
%d bloggers like this: