ตะนาวศรีเทรล TNT60 2018 สนามที่สุดของนักเทรล

รีวิวสนามและการบรรยายครั้งนี้ จะทำให้คุณมองทะลุเข้าไปด้วยกันถึงสนามเลยทีเดียว..

แอดมินจบสนามตะนาวศรี เทรล ซึ่งถือได้ว่าเป็นสนามที่โหดที่สุดในประเทศไทยสนามหนึ่ง ด้วยเวลา 18:26 ชม. จากเวลา cut off 18.30 ชม. ผู้หญิงลงรายการนี้ทั้งหมด 82 คน จบทั้งหมด 45 คน ถือได้ว่าจบมา 50% ของสนามทั้งหมด

ปีนี้ถือได้ว่า ตะนาวศรี เทรล 2018 เป็นสนามส่งท้ายของปีที่โหดกว่าทุกๆ ปีด้วยชื่อ TNT60 แต่ระยะที่จัดมาเป็น 66k ระยะที่เกินมามันก็สุดโหดเอาเรื่องสำหรับนักเทรลเลยก็ว่าได้ ซึ่งสภาพอากาศปีนี้ทำให้สนามโหดหนักเข้าไปอีกเป็นทวีคูณ ฝนตกก่อนหน้าทำให้ดินเละ แฉะ ยังโชคดีที่ฝนไม่ได้ตกตอนกลางคืนมากนัก อีกทั้งหมอกอยู่บนเขาหนาจนมองอะไรแทบไม่เห็น อากาศข้างบนก็เบาบางสุดๆ ทำให้เหนื่อยได้ง่าย ประกอบกับ Start 23.00 น. การวิ่งในช่วงเวลากลางคืนนี้ยากหนักเข้าไปอีก เพราะเส้นทางมืด ชัน เละ และหมอกหนา คงจะไม่สามารถบรรยายได้ว่ามันโหดขนาดไหนนะคะ

 

ทีมงานวันนี้เซ็น MOU กันเรียบร้อยแล้วว่าจะไปด้วยกันมีทั้งหมด 4 คนแบบว่าอุ่นใจเป็นน้องเล็กคนเดียว จำนวนคนแข่งขันทั้งหมด 500+ คนเริ่มต้นกันด้วยออกตัวตอน 23.00 น. ด้วยพลังใจ พลังกายที่พร้อมมากๆ เห็นเพื่อนๆ นักวิ่งอยู่จัดปล่อยตัวด้วยความฮึกเฮิม ราวเหมือนกับไปปราบบอสจริงๆ (ออกรบ) ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย เห็นผู้หญิงน้อยมาก ก็รู้สึกอบอุ่นนะ อิอิ เหมือนเราตัวเล็กจี๊ดเดียวเองแต่ก็ไปกับพวกเค้าได้

Start – WS1 ธารน้ำร้อนบ่อคลึง ระยะทาง 6k ความชัน 300m+

แตรดังขึ้นทุกคนพุ่งทยานออกไปจากเส้นสตาร์ท แอดมินอยู่ตอนต้นๆ วิ่งด้วยทางเรียบเนินเล็กน้อยด้วยเพซ 6.30 แต่ละคนก็น่าจะมีเพซ 5-6 เลยก็ว่าได้ ช่วงนี้เป็นช่วงทำเวลาได้ควรจะทำเพราะหลังจากหมดทางเรียบก็จะขึ้นเขากันเลย กว่าจะไปที่จุด check point แรก WS1 ระยะทาง 6k เป็นเส้นทาง Single track เดินๆ วิ่งๆ กันไปตามๆกันเพราะว่าคนยังกระจุกตัวในที่เดียวกัน ใครแซงได้ก็ให้แซงขวากันไป จุดนี้มีความชันอยู่ประมาณ 300ม. ซึ่งถือว่านวดขา วอร์มได้ดีทีเดียว เหงื่อไหลหยด หายใจค่อนข้างแรงตั้งแต่เริ่ม พอถึง WS-1 ธารน้ำร้อนบ่อคลึง จุดธารน้ำร้อนจุดนี้ มีให้เติมน้ำ และเกลือแร่เท่านั้น มีช่างภาพ Official มารุมถ่ายกันอยู่ 3 คน ออยล์ก็รู้จักตะโกนเรียกกันไป แต่ก็รีบวิ่งไปต่อ

WS1 – WS2 สำนักสงฆ์ ระยะทาง 11k กับความชัน 400m+

หลังจากนี้ไปน่าจะไม่ยากมากเท่าไหร่ ยังอยู่ในระหว่างการนวด และวอร์มขาอยู่ จุดนี้จำได้จากปีที่แล้ว มีปีนขึ้นเถาวัลย์ด้วย จุดนี้ต้องให้บัดดี้ฉุดขึ้น เพราะขาสั้น 55 นี่ขนาดยังวิ่งไม่ค่อยเร็วจากจุดนี้ขาพลิกไป 1 ที เจ็บตำแหน่งที่เดิม แต่ก็ไปต่อได้เหมือนจะเคล็ดยอกๆ ฉีดยา ช่างมันๆ ไปต่อจ้ะ

WS2 – WS3 เขากระโจม ระยะทาง 13k กับความชัน 1050m+

จากจุดนี้ไปคือบอกได้เลยว่า “ทรมานสุดๆ” ตอนนั้นไม่มีความง่วงเลย มันเหนื่อยมากกว่า มีทางลงอย่างลื่น ต้องระวังสุดๆ บัดดี้ลื่นไป 2 รอบและโชคไม่เข้าข้าง มีกิ่งไม้ใหญ่หล่นลงมาใส่หัวพี่คนนึง กิ่งไม้กระแทกลงไหล่ขวาแอดมิน ชาไปเลย พักสักครู่พี่ต๋องโอเคแล้ว เดินทางต่อ ตรงจุดนี้มีทางลงน้ำตกแบบต้องปีนลงทีละคนเลย มันคือยากมากๆ ต่อคิวยาวเหยียด ช่วงกิโลที 20 แต่มีอาสาสมัครมาช่วยจับอยู่ 3 คน ลงไปได้ก็ต้องขึ้นทันที ขึ้นแบบดินลื่นๆ มีผู้ชายคนอื่นๆ ฉุดกระชากขึ้นไปได้ตลอดคือต้องคว้าต้นไม้ ขึ้นไปตลอดทาง พอพ้นจุดนี้ไปเป็นทางลาดยาง แต่ถนนก็ไม่ดี เป็นหลุมเป็นบ่อ มีเละบ้าง น้ำขังบ้าง เดินลำบากอยู่ เพราะเป็นเส้นทางที่รถไว้ส่งคนขึ้นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่เขากระโจม จุดนี้คิดว่าทรมานมาก เพราะว่าขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนไม่มันสิ้นสุด แต่ก็เดินไม่หยุด วิ่งสลับเดินกันบ้าง เส้นทางก็มืดสนิท ไฟที่หัวก็เบาบาง หมอกก็หนา มองอะไรแทบไม่เห็น คนเดินห่างกันแค่ 1 ม. ยังมองไม่เห็นเลย ระหว่างเดินขึ้น เห็นนักวิ่งเดินลงสวนทางกันมาบ้าง พอถึงที่จุด WS3 ด้วยระยะทางกิโลที่ 30 แล้ว คือครึ่งทางแล้ว ดีใจและเหนื่อยมากๆ พอถึงเจ้าหน้าที่ก็แสตมป์ตราที่บิบ บัดดี้บอกว่าให้รีบด่วน ไม่ต้องการช้ากว่านี้อีก แค่เติมน้ำ เข้าห้องน้ำ รีบออกเลย ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาทีเอง ตอนนี้ต้องไปกัน 2 คนเพราะว่าพี่คนอื่นๆ มาช้ากว่า แต่คิดว่าจะมาเจอกันที่ WS4 แน่นอน

WS3 – WS4 วัดผาปก ระยะทาง 9k ความชัน 160m+

เส้นทางตอนเดินลงมา จะต้องทางเก่า+ใหม่ ขาลงมันจะมีป้ายบอกให้ไปเส้นทางซ้าย ไม่สวนลงกับคนขึ้นมา แต่เห็นมีบางคนไปทางเส้นเดิมเหมือนกัน แต่ดูจากแผนที่ระยะทางก็ 1k เท่ากัน คนที่ลงไปผิดคงไม่เป็นไรมั้ง ท้ายที่สุดก็ไปบรรจบกัน ระหว่างทางมีรถขึ้นมาตลอด ทั้งฝุ่น ทั้งควัน ทั้งคน ทั้งเส้นทางดีเหลือเกิน 555 ยากไปหมด ทรมานหัวเข่าจริงๆ ทางก็ยังคงมองไม่ชันเพราะตอนนั้นน่าจะยังไม่ 6 โมงเช้า เวลาลงกลัวข้อเท้าจะพลิกอีกเลยค่อยๆ ลงมากกว่าลงแถไปเลย จากจุดตรงนี้ไปมันมีเวลา Cut off ตอน 8 โมง ที่จุด ws4 ตอนนั้นคิดว่าไปทันแน่นอน ในที่สุดก็เข้าก่อนเวลาประมาณ 40 นาทีได้ จุดนี้มีข้าวต้ม ไข่ต้ม ไส้กรอก รีบถ่ายรูป รีบกิน รีบเติมน้ำ เตรียมเสบียง ก่อนออกเดินทาง ตอนนี้ได้โลที่ 40 แล้ว และอีกที่เหลือมันจะบันเทิง ทรมานกว่านี้เยอะ เพราะดูจากเวลาแล้วใกล้เวลา cut off สุดๆ หลังจากนี้คงต้องหนี cut off ทุกๆ station เลยคิดว่า…

WS4 – WS5 บ้านห้วยน้ำขาว (บ้านกี้) ระยะทาง 14k ความชัน 1,000m+

จากจุดนี้ไปต้องกลับไปเส้นทางเดิม เมื่อกี้ลงมายังไง ก็ต้องขึ้นไปอย่างนั้นนะ เดินขึ้นยาวไปค่ะ และไปเจอเส้นทางเดิมที่สาหัสมาตอน WS3 คิดแล้วยังสยองก่อนไปเจอเลย ความล้าขาเริ่มมีเยอะขึ้น เพราะทางลงกับทางขึ้นมันมีความชันเยอะจนทำให้เข่าสะท้านมาก กว่าจะผ่านจุดเดิมนั้นไปได้แทบแย่เหมือนขามา แล้วก็ไปสมทบกับเส้นทางของระยะ 30 คือเส้นทางของเขาเขียว ขึ้นสุด ละลงสุดเช่นกัน การเดินทางเป็นไปด้วยความล้า ลงยาวไปไม่มีวันสุดเสียที หิวมากๆ ระยะทางไป WS5 มันต้องถึงประมาณโลที่ 53 แล้ว ต้องไปให้ถึงเวลา 12.00 น. ตรงจุดนี้ลุ้นระทึกมากๆ เพราะโดน sweeper ไล่มา ณ จุดนี้เหลือกันอยู่ 2 คนแล้ว แต่พี่ๆ 2 คนยังไม่มา เจ้าหน้าที่ก็บอกเวลาสิ้นสุดอีกไม่กี่นาทีเท่านั้น ทันใดนั้น พี่ๆ ก็มาถึงจนได้ เมื่อมาถึงจุด check point ก็รีบกินข้าว เติมน้ำ เข้าห้องน้ำ ได้ไอติมไป 2 แท่ง สบายท้อง ใช้เวลาพักจุดนี้ไป 10 นาที ออกเวลา 12.00 น. พอดีพร้อมเดินทางกันต่อ

WS5 – WS6 วังแพรวา ระยะทาง 8k ความชัน 1,029m+

พอออกจากจุดบ้านกี้ เราต้องเดินขึ้นชันตามที่ลงมาเมื่อกี้ และแยกออกไปเพื่อขึ้นเขาแหลม ในใจคิดว่าจะขึ้นได้ไหม เพราะตอนนั้นกำลังขาเหลือไม่เท่าไหร่แล้ว ในใจคิดท้อตลอดเวลา และก็กลับมาได้ทุกๆ ครั้งเมือเห็นบัดดี้ให้กำลังใจตลอดเส้นทาง ช่วงจังหวะเดินขึ้น แอบถ่ายรูปได้บ้างเพราะว่าเดินขึ้นช้ามาก บัดดี้ไม่ให้ถ่ายเพราะว่ามันจะเสียเวลา ขนาดคุยกันยังไม่ให้คุยเพราะเดี๋ยวจะเหนื่อยเกินไปไม่แรงเดิน 555 เมื่อเจอทางขึ้นเขาแหลมก็ถึงกับหงายหลัง โอ้ว!! ทำไมมันชันได้ขนาดนี้ เดินหน้าลุยต่อไป เดินหยุดเป็นจังหวะของมุมต้นไม้ พัก 5 วินาทีเดินขึ้น 30 ก้าว ทำแบบนี้เรื่อยๆ ไป จนถึงยอดเขาแหลม เจอช่างภาพที่สนิท บอกว่าคิดว่าจะมาไม่ถึงซะอีก รอนานมาก ในที่สุดก็ถึงจนได้ ได้ชมวิวเขาแหลมเพียง 2 นาที ถ่ายรูปแปรบเดียวก็ออกเดินทางต่อ เป็นทางลงเขาที่ชันมากๆ อันตรายสุดๆ เพราะข้างขวาเป็นเขาหิน ข้างซ้ายเป็นเหวลึกเลย คือเดินเอียงซ้ายตลอดทาง ขาก็สั้นลงก็ยากบัดดี้ช่วยตลอดทาง ให้พี่คนอื่นๆ ไปก่อนเลยเพราะว่าเสียเวลากับทางลงตรงนี้ที่สุด ขาอ่อน ไม่ค่อยมีแรงยึด ใช้กำลังสุดเต็มความสามารถ บัดดี้ก็ได้เพียงแต่บอกเวลาที่เหลือกี่นาทีแล้ว พอลงจากเขาได้ เส้นทางกว่าจะไป WS6 ได้ก็มีขอนไม้ขนาดใหญ่ขวางไม่รู้กี่สิบอัน ขาก็สั้น ข้ามก็ไม่พ้น เฮ้ย… ทรมานสุดๆ แถม sweeper ก็ไล่ตามหลังมาอีก เหลือเวลาอีกไม่นาน ถึงจุดวังแพรวา เป็นเพียงแค่จุดเติมน้ำธรรมชาติ น้ำกรอง ล้างหน้าล้างตา เติมน้ำ เสร็จออกเลย เหลือเวลาอีก 2 ชม. เท่านั้นกับอีก 5k

WS6 – Finish ระยะทาง 6k ความชัย 121

สุดท้ายนี้เหลือเวลาอีก 2 ชม. เท่านั้น กับทางลง 5k รวดเดียว กับแรงที่เหลืออันน้อยนิด มีแค่เรา 2 คนเท่านั้นที่เหลือ บอกให้บัดดี้ไปก่อนเลย เค้าบอกไม่ไปถ้าไม่ทันก็ DNF พร้อมกันไปเลย สู้กันสักตั้ง อีกนิดเดียวเท่านั้น โอ้ย…ระบม ทางลงก็ลง… ไม่มีที่สิ้นสุด วิ่งแทบไม่ได้ เพราะกลัวลื่น ถ้าลื่นอีกจบกันแน่ๆ แต่ก็โดนบีบด้วยเวลาใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนในที่สุดเจอเจ้าหน้าที่อีก 2.5 k กับเวลาอีก 30 นาที เท่านั้น!! เฮ้ย… มันไม่ไหวแล้วนะ จะร้องไห้ๆ ตลอดเวลา บัดดี้ได้แต่บอกว่าเร็วหน่อยได้ไหม ก็บอกว่าเต็มที่แล้วจริงๆ เจอทางลงเถาวัลย์ (ตอนที่ขึ้นมาครั้งแรก) โอ้ยไม่มีแรงลงเลย พอเจอทางราบ ก็ราบไม่สนิท ก่อนเข้าเส้นชัยเป็นทางบันไดหินใหญ่ๆ มันจะข้อเท้าพลิกไหมเนี่ย.. ระวังสุดๆ อีก 4 นาทีสุดท้ายกับ 500m. โอ้ยจะขาดใจ พอถึงที่ราบเท่านั้นล่ะ จับมือกับบัดดี้วิ่งเข้าเส้นชัยด้วยความเร็ว (คิดว่า) เพซ 5 ได้ เอาแรงมาจากไหนไม่รู้ รู้แค่ว่า… “จบแล้วโว้ย!” จบแล้วร้องไห้โฮ… T_T อีก 4 นาทีสุดท้าย Cut off

งานนี้บอกได้เลยว่าทางโหดมาก และต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์เทรลมาพอสมควรเลย เป็นทาง Technical หลายรูปแบบ ต้นขา แกนกลางลำตัว การทรงตัวดี ต้องใช้ทั้งหมด ถือได้ว่าเป็นงานที่หินที่สุดแห่งปี และที่สุดในชีวิตแล้ว… แรงกายอย่างเดียวไม่พอ แรงใจต้องไม่ท้อด้วยเช่นกัน

#NotForEveryone

Oily

ชื่อ: ออยล์ หรือ ออยล์ลี่ (ก็ได้ค่ะ) ประสบการณ์: เวทมา 3 ปี วิ่งมา 3 ปีกว่า ความตั้งใจ: แบ่งปันความรู้เรื่องวิ่งสำหรับผู้ที่มีความตั้งใจอยากวิ่ง อยากจะสุขภาพดี แบบบ้านๆ ความสุข: เห็นรอยยิ้ม มิตรภาพใหม่ๆ ระหว่างทางวิ่ง ท้าวความกันก่อน... 😇จากเดิมสมัย 8-9 ปีที่แล้ว ทำงานประจำ เครียดกับการทำงานมาก เพราะเป็นคนมีความตั้งใจทำงานสูง ไม่ดีไม่ได้ ไม่ได้ก็ต้องเอาให้ได้ เลยเกิดความกดดันในการ ทำงานพอสมควร เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคในตัวอย่างดีเป็นคนอ่อนแอ มีโรคประจำตัวหลายอย่าง เช่น โรคกระเพาะอาหาร ทางเดินอาหารอักเสบ ลำไส้อักเสบ กรดไหลย้อน และภูมิแพ้ บางทีก็น้ำในหูไม่เท่ากัน เป็นลมบ่อยๆ เวลาเครียดทุกๆ ครั้ง นอนไม่หลับ กินไม่ได้ปกตินอนโรงพยาบาลปีละ 7-8 ครั้ง ไม่รวมไปหาหมอแบบ OPD แทบจะเดือนละครั้งเลยก็ว่าได้ 😢 🙄มาวันนึงนอนที่รพ.นนทเวช ได้ 3 คืนแล้ว วันที่ออกจากรพ. ก็เลยตัดสินใจเดินเข้า Fitness First ที่เดอะมอลล์งามวงศ์วานทันที พร้อมกับสมัครสมาชิกเลย บอกพนง. ว่าพี่ขอออกกำลังกายอะไรก็ได้เดี๋ยวนี้เลยค่ะ พี่ไม่ไหวกับอาการป่วยของพี่แล้ว 😚✌🏻 😎หลังจากนั้นก็ตั้งเป้าว่าจะมีสุขภาพที่ดีขึ้น อยากหุ่นดีมี sixpack เฟิร์มมากขึ้น หลังจากนั้น 1 ปี ผ่านไปsixpack ก็มา ป่วยน้อยลงทันตาเห็น แต่หมดความท้าทาย ไปแล้วไง มีพี่ที่สนิทวิ่งอยู่แล้วก็ชวนออกมาวิ่งที่สวนก็เลยนึกขึ้นได้ว่า บ้านเรามีสวนรถไฟอยู่แล้วนิ ก็เริ่มเลย 🏃🏻‍♀️วันแรกที่ไปวิ่งที่สวนรถไฟ (1รอบ = 2.5k) วิ่งได้ 1 รอบก็เหนื่อยมากๆ แล้วไม่หมดความท้อใจ วิ่งวันต่อไปได้ 2 รอบแล้ว วิ่งต่อไป 3, 4 รอบแล้ว จนในที่สุดเราวิ่งได้ 10k แล้ว ดีใจมากๆ ทุกๆ ครั้งที่ออกมาวิ่งจะมีแรงผลักทำให้ตื่นแต่เช้า เลือกชุดที่ชอบ ฟังเพลงที่ใช่ เพลินไปกับบรรยากาศของสวนรถไฟ ประกอบกับได้พบปะกับพวกพี่ๆ น้องๆ อาๆ ที่สวน (แก๊งซอยกลาง) จนทุกวันนี้พี่ๆ เค้าได้เห็นพัฒนาการของออยล์เรื่อยๆ จากวิ่งมินิไปฮาล์ฟ ไปฟูล และไปอัลตร้า ประกอบกับหาวิธีทาง ที่จะทำให้ตัวเองแข็งแรงมากขึ้นไปเรื่อยๆ สามารถเจอได้ทุกๆ สนาม สามารถทำเวลา และผ่านได้ทุกสนาม 😇จนมาวันนี้ ได้พบกับคำว่า "ความสุข" คืออะไรในชีวิตตั้งแต่วิ่งมาเปลี่ยนทั้งร่างกายตัวเองที่แข็งแรงขึ้น ไม่มีการเจ็บป่วยเลยแม้แต่น้อย เปลี่ยนทั้งจิตใจ ความคิด เป็นแรงบวก มองโลกในแง่ดี จากคุณหนูเปลี่ยนเป็นคนง่ายๆ จากคนขี้กลัวเปลี่ยนเป็นคนกล้าทุกๆ อย่าง 🌈ทุกๆ อย่างเกิดมาจากความอดทน พยายาม และวินัยด้วยที่ตัวเองเป็นคนชอบเอาชนะตัวเองแล้ว ข้อดีของมันคือ จะทำให้เราไปจุดมุ่งหมายที่เราตั้งไว้...
arrow
%d bloggers like this: