ทิปส์ เก็บเงินท่องเที่ยว ตามประสาพนักงานออฟฟิศ แบบทำได้ในชีวิตจริง

อยาก เก็บเงินไปเที่ยว แต่ทำอย่างไรก็ไม่ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้สักทีใช่ไหม? มาดูทิปส์เก็บเงินเที่ยวตามประสาหนุ่มสาวออฟฟิศแบบไม่กระทบไลฟ์สไตล์ แถมได้ผลจริงกันดีกว่า

เมื่อ ทริปท่องเที่ยวในฝัน อยู่แค่ในฝันจริงๆ เพราะทุกครั้งที่เริ่มต้นจะวางแผนไปเที่ยว คุณกลับพบว่าตัวเองมีเงินไม่พอ หลายคนหันกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า เงินหายไปไหนหมดนะ แล้วทำไมคนอื่นๆ เขาถึงไปท่องเที่ยวกันได้บ่อยๆ (ทั้งที่เป็นพนักงานออฟฟิศเหมือนๆกันนี่แหละ) เขาเก็บเงินอย่างไรกัน? แล้วเป็นพนักงานออฟฟิศแบบเราที่ยังต้องหาเช้ากินค่ำ จะเก็บเงินก้อนกับเขาได้หรือ?อย่าเพิ่งถอดใจไป เพราะเรามาบอกวิธีการเก็บเงินท่องเที่ยวเวอร์ชั่นมนุษย์ออฟฟิศที่ใช้งานได้จริง ไม่บีบรัดตัวเองจนต้องลำบาก สิ่งที่คุณต้องมีอย่างเดียวคือวินัยเท่านั้น!

เก็บเงินไปเที่ยว

1.ตั้งเป้าหมายยอดเงินเก็บ

            สำหรับทริปในฝันนี้เราน่าจะต้องใช้เงินประมาณเท่าไร บวกค่าใช้จ่ายรวมกันให้หมดเป็นก้อนกลมๆ ตัวเลขนี้จะเป็นเป้าหมายตั้งต้นในการเก็บเงินให้เรา

หากใครที่ไม่แน่ใจว่าเราควรเก็บเงินเท่าไรดี มีเว็บไซด์ตัวช่วยสำหรับวางแผน งบท่องเที่ยว ที่น่าลอง เช่น www.budgetyourtrip.com ที่ให้ข้อมูลงบประมาณโดยเฉลี่ยต่อทริปตามสถานที่ที่เราอยากไป และยังบอกเราได้อีกด้วยว่า ค่าโรงแรมเอย ค่าอาหารเอย โดยเฉลี่ย ของสถานที่นั้นๆ จะตกประมาณหัวละเท่าไร

เก็บเงินท่องเที่ยว

 

อีกหนึ่งเว็บไซด์คือ www.theearthawaits.com เหมาะสำหรับใครที่อยากเอางบประมาณเป็นตัวตั้งต้น เพราะเว็บนี้จะให้เราใส่ข้อมูลงบประมาณที่เรามี และปัจจัยของสถานที่ที่เราอยากไป

เก็บเงินไปเที่ยว

หลังจากนั้นเว็บไซด์จะให้ผลลัพธ์เป็นสถานที่ซึ่งเราสามารถไปได้ตามงบประมาณและปัจจัยที่ตั้งไว้

2.ตั้งเป้าหมายระยะเวลา

การวางระยะเวลาที่ชัดเจนช่วยให้เราสามารถแพลนต่อจากนี้ได้ว่าเราต้องเซฟเงินเท่าไร ภายในระยะเวลาเท่าไร เพราะฉะนั้นเมื่อหารออกมาแล้ว ตกวันละกี่บาท หรือเดือนละกี่บาท ทั้งนี้อย่าลืมคิดถึงความเป็นจริงที่ว่าเราต้องใช้เงินในชีวิตประจำวันเพื่อดำรงชีวิตด้วย อย่าพยายามบีบรัดตัวเองจนเกินความจริง เช่น ตั้งจำนวนเงินไว้มากเกินไปในระยะเวลาที่สั้นเกินไปทำให้เราต้องเก็บเงินจนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เลย ถ้าเป็นอย่างนั้นเราอาจจะต้องพยายามลดงบประมาณสำหรับทริปนั้นลง หรือวางระยะเวลาให้ยาวนานขึ้น

3.สำรวจนิสัยการใช้จ่ายของตัวเอง

เริ่มต้นจากการนำเอาเงินในบัญชีทั้งหมดที่เรามีซึ่งสามารถนำออกมาใช้จ่ายได้เลยมาบวกรวมกัน(ไม่นับรวมเงินที่อยู่ในรูปแบบของการลงทุน เช่น ทองคำ หรือหุ้น) ว่าเรามีอยู่เท่าไร ทุกวันนี้เราทำงานได้เงินเดือนละประมาณเท่าไร และเรามีค่าใช้จ่ายต่อเดือนอย่างไรบ้าง อาจจะฟังดูเหมือนง่าย แต่ที่จริงแล้วหลายคนอาจจะไม่เคยสังเกตการใช้จ่ายของตัวเองอย่างละเอียดเลย รวมทั้งส่วนใหญ่เรามักจะหมดเงินไปกับของที่ไม่จำเป็นโดยที่ไม่รู้ตัวเป็นจำนวนมาก

หากพบว่าที่แท้แล้วเราไม่เคยรู้อย่างละเอียดเลยว่าเราจ่ายอะไรไปเท่าไรต่อเดือนบ้าง ลองดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นที่ช่วยติดตามการใช้เงิน อย่าง Mint หรือ Wallet เพื่อให้เราได้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่าเราเสียเงินไปกับอะไรบ้างต่อเดือน

4.ตั้งเป้าหมายการใช้จ่ายต่อวัน

หลังจากที่เรารู้แล้วว่านิสัยการใช้เงินของตัวเองเป็นอย่างไร ก็ถึงเวลาที่จะเซตพฤติกรรมการใช้เงินใหม่ เพื่อที่จะมีเงินเก็บสำหรับการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น

  • แบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็นส่วนๆเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ส่วนแรกคือค่าใช้จ่าย fix cost ที่ต้องจ่ายทุกเดือน เช่น ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าเช่าห้อง ส่วนที่สองคือค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อชีวิตแต่สามารถลดทอนได้ เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร อีกส่วนที่เหลือคือค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เช่น ช้อปปิ้ง เกมส์ ดูหนัง
  • แยกค่าใช้จ่ายส่วนที่จำเป็นออกมา เช่นค่าผ่อนบ้านหรือผ่อนรถ แล้วดูว่าเราเหลือเงินใช้ทั้งหมดเท่าไร หลังจากที่หักส่วนที่ตั้งใจจะเก็บเพื่อให้ถึงเป้าหมายไว้แล้ว
  • วางแผนใช้เงินส่วนที่เหลือให้เพียงพอต่อการดำเนินชีวิตประจำวันโดยไม่ฟุ่มเฟือย คอยจดบันทึกลงในแอพพลิเคชั่นว่าเราใช้จ่ายกับอะไรไปเท่าไรบ้าง จะทำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ณ สิ้นเดือน และวางแผนการใช้เงินได้ดีขึ้นในเดือนต่อๆไป
  • วางแผนเก็บเงินส่วนตั้งใจไว้ให้ดีเพื่อไม่ให้เรานำออกมาใช้ได้ง่ายโดยไม่จำเป็น ลองฝากแบบประจำกับธนาคารแทนที่จะฝากบัญชีออมทรัพย์ธรรมดา

เพราะเราจะถูกบังคับให้นำเงินเข้าบัญชีทุกเดือนจนกว่าจะครบกำหนดเวลาจึงถอนออกมาใช้ได้ แถมได้ดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไป

เก็บเงินท่องเที่ยว

5.ทิปส์ช่วยลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

หลายคนอาจไม่รู้ว่า ค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่เราควรต้องตัดออกเพราะความเคยชินในการดำเนินชีวิต เราจึงอยากมาบอกทิปส์ที่จะช่วยให้คุณลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยได้ง่ายขึ้น

  • กินข้าวนอกบ้านน้อยลงได้หรือเปล่า?หลายคนชอบให้รางวัลตัวเองด้วยการออกไปทานข้าวมื้อหรูนอกบ้าน แต่ถ้าอยากเก็บเงินอาจจะต้องงด หรือไปให้น้อยครั้งลง แถมใครสามารถทำอาหารพกไปทานเองที่ทำงานจะยิ่งเซฟเงินได้เยอะขึ้นอีกเห็นๆ
  • เสียค่ากาแฟไปเท่าไรแล้ว? ผู้เขียนก็เป็นคนติดกาแฟมากเหมือนกัน แต่แทนที่จะไปซื้อกาแฟจากคาเฟ่แก้วจะหลักร้อย ลองซื้อเมล็ดกาแฟมาชงทานเองที่บ้าน รสชาติเหมือนกับทานที่ร้าน แต่หารเฉลี่ยต่อแก้วแล้วถูกกว่ากันเกือบสิบเท่า
  • เป็นสมาชิกฟิตเนสอยู่หรือเปล่า?ถ้าอยากเซฟเงินจริงจัง เปลี่ยนจากการเป็นสมาชิกฟิตเนสมาออกกำลังกายเองที่บ้าน (เดี๋ยวนี้มีคลิปสอนออกกำลังกายฟรีมากมาย) วิ่งในสวนสาธารณะ เซฟเงินไปได้ปีละหลักหมื่นบาทเลยทีเดียว
  • สามารถลดค่าเดินทางของเราได้ไหม?ข้อนี้สำหรับหนุ่มสาวชาวกรุงเทพอาจจะทำได้ยาก แต่ถ้าใครที่สามารถเปลี่ยนจากขับรถมาเป็นนั่งรถไฟฟ้า เปลี่ยนจากการนั่งวินมอเตอร์ไซค์เป็นรถสองแถว หรือจากรถสองแถวเป็นการเดินบริหารร่างกาย เผลอๆต่อเดือนเซฟเงินได้หลักพันบาทเหมือนกันนะ
  • อะไรที่ไม่ค่อยได้ใช้ ขายเถอะ กระเป๋าที่นานๆถือที หรือเสื้อผ้าที่ซื้อตอนลดราคาแต่กลับไม่ได้ใส่ ของเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นเงินให้คุณได้ ขาดทุนกว่าตอนซื้อมายังดีกว่าเก็บไว้เฉยๆ
  • ถ้าเซฟไม่ได้แล้ว ลองหารายได้ทางอื่นดูสุดท้ายแล้ว การหารายได้ทางอื่นๆนอกเหนือจากการทำงานประจำก็เป็นทางที่จะช่วยเพิ่มยอดเงินเก็บของเราได้อย่างรวดเร็วทันใจมากขึ้น

สุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดหนีไม่พ้นวินัยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินของตัวคุณเอง ที่จะช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมายเงินเก็บเพื่อทริปท่องเที่ยวในฝัน แบบที่ไม่ว่าเว็บไซด์หรือแอพพลิเคชั่นใดก็ช่วยได้ไม่ดีเท่า เพราะฉะนั้นเราจึงขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้คุณสามารถเอาชนะเป้าหมายนี้ให้ได้ สู้ๆนะคะ

 

arrow
%d bloggers like this: