ปวดหัว แพ้ฝุ่น PM 2.5 กิน ‘ยาปฏิชีวนะ’ ดักไว้ดีไหมนะ ?

ยาปฏิชีวนะจำพวกยา Amoxicillin, Penicillins ที่บรรจุแคปซูลสีเขียวเข้ม – เขียวอ่อนบ้าง สีเหลือง – สีดำบ้าง ปฏิเสธไม่ได้ว่า เราคุ้นเคยยาเหล่านี้เป็นอย่างดีค่ะ บางทีสิวขึ้นก็กิน เจ็บคอก็กิน

แถมบางร้านขายยาโดยไม่ใช้เภสัชกรด้วย

จ่ายยากันสนุกสนานเลยทีเดียว

ยิ่งช่วงนี้กำลังมีภาวะฝุ่นอันตรายอย่าง PM 2.5 หลายคนก็คิดไปว่า อ้าว…ในฝุ่นมันมีเชื้อโรค มีแบคทีเรีย กลับถึงบ้านมาเจ็บคอ ปวดหัว ไอจามคล้ายจะเป็นไข้

อย่างนั้นกินยาปฏิชีวนะดักไว้เลยดีกว่า จะได้ไม่ป่วยในวันพรุ่งนี้

แต่ช้าก่อนค่ะ !! ยาปฏิชีวนะ ไม่ใช่ ยาวิเศษ แม้จะช่วยรักษาได้หลายอาการก็จริง มีกลไกในการกำจัดเชื้อโรคได้ก็จริง

แต่ก็มี 3 ข้อที่ต้องระวังหากจะใช้ยายาปฏิชีวนะ ดังนี้ค่ะ…

 

1) ยิ่งกินมาก ยิ่งดื้อยา 

ทางสายกลางนั้นดีที่สุด อะไรที่มากไปหรือน้อยไปย่อมไม่ดีทั้งนั้นค่ะ ยาปฏิชีวนะก็เช่นกัน

อย่าคิดว่ากินเยอะเท่าไหร่ เชื้อโรคยิ่งตายเกลี้ยงมากขึ้นเท่านั้น

…ตรงข้ามเลยค่ะ…

ยิ่งเรากินเยอะเท่าไหร่ เหมือนไปเพิ่มพลังให้เชื้อแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น

ลองนึกภาพตามนี้นะคะ

แรก ๆ การติดเชื้อก็เหมือนคนธรรมดา ยาปฏิชีวนะก็เหมือนดาบ แค่เราใช้ดาบมาฟันคน ๆ นี้ เขาก็อาจม่องเท่งไปตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ดาบฟันแล้ว

แต่พอเรากินยาปฏิชีวนะแบบซี้ซั้วมากขึ้น ๆ เจ้าเชื้อโรคนี้จะไม่ใช่แค่มนุษย์ผู้บอบบางอีกต่อไป

แต่อาจจะกลายร่างเป็นคนเหล็ก / มนุษย์เหล็กที่ฆ่าไม่ตายแล้วค่ะ หนังแข็งฟันแทงไม่เข้า แค่ดาบก็เอาไม่อยู่เสียแล้ว อาจต้องใช้ระเบิดมาบอมบ์ถึงจะกำจัดให้สิ้นซากได้

** ประเด็นก็คือ การต้องใช้ยาปฏิชีวนะที่แรงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เรื่องน่าสนุก ยิ่งยาแรงเท่าไหร่ ยิ่งต้องระวังผลข้างเคียงมากขึ้นเท่านั้น และที่น่ากลัวที่สุด อาจยิ่งส่งผลให้เชื้อนั้นดื้อด้านฆ่าไม่ตาย **

ทีนี้ก็งานหินแล้วค่ะ ถ้าการติดเชื้อถ้าไม่รักษาให้หาย

ความหวังที่อยากจะกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ก็อาจจะริบหรี่ลงก็เป็นได้

 

2) อย่ากิน ๆ หยุด ๆ ตามใจฉัน

เราจะสังเกตเห็นได้ว่า เวลารับซองยาปฏิชีวนะมา จะมีคำแนะนำบอกไว้ว่า 

ให้รับประทานยาติดต่อกันจนกว่ายาจะหมด

บางทีเราอาจรู้สึกว่า “อาการดีขึ้นแล้วอ่ะ หยุดกินก็ได้มั้ง”

คำถามก็คือ เรารู้สึกว่าเราดีขึ้นแล้ว แต่เราแน่ใจได้ยังไงคะ ว่าอาการติดเชื้อนั้นจะไม่หลงเหลืออยู่ ?

เผลอ ๆ การติดเชื้อที่หลงเหลือนั้นอาจสำแดงฤทธิ์เดชกลับมาอีกครั้งก็เป็นได้ (แถมมาใหม่ไฉไลกว่าเดิม ยิ่งรักษายากขึ้นและอาจดื้อยาได้ด้วยค่ะ)

 

3) ‘ผลข้างเคียง’ ที่เรามักชอบมองข้าม

บางทีเราอาจคิดไปเองว่า ขึ้นชื่อว่ายามันก็ต้องดีสิ…ไม่งั้นจะเอาไว้ใช้รักษาโรคได้ยังไง ?

หารู้ไม่ว่า ยาก็เหมือนทุกสิ่งบนโลกใบนี้ ที่มี 2 ด้านเสมอค่ะ

มีประโยชน์ก็ต้องมีโทษ มีผลข้างเคียงที่เราต้องระวัง เช่น…

  • ผลข้างเคียงด้านความสวยความงาม

ยาปฏิชีวนะอาจมีผลข้างเคียงให้ผิวเราไวต่อแสงมากขึ้น บอบบางมากขึ้น จึงเสี่ยงที่โดนแดนปุ๊บผิวอาจหมองคล้ำง่ายกว่าปกติ หรือบางรายมีอาการแสบร้อนผิวเลยก็มีค่ะ

  • ผลข้างเคียงด้านถ่ายเหลว ท้องเสียรุนแรง

ส่วนใหญ่จะเป็นพวกยา Amoxicillin ค่ะ ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับผลข้างเคียงนี้ แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่เราต้องระวังเช่นกัน

ส่วนใหญ่ผลข้างเคียงที่ทำให้เราปวดท้อง ท้องเสียถ่ายเหลวอย่างรุนแรง มักเกิดจากการ ‘หยุดยาแบบฉับพลันทันที’  (บอกแล้ว…อย่ากิน ๆ หยุด ๆ ตามใจฉัน)

นอกจากนี้ ยังรวมถึงผลข้างเคียงด้านเชื้อรา , ผื่นคัน, อาการภูมิแพ้กำเริบแบบรุนแรง ฯลฯ

ดังนั้น “การกินยาดัก” ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไปค่ะ

หากรู้สึกว่าช่วงนี้มลภาวะทางอากาศรุนแรงเหลือเกิน สุขภาพย่ำแย่ ไปพบแพทย์ดีที่สุดค่ะ

อย่างน้อยก็มีผู้เชี่ยวชาญมาดูแลเรื่องการกินยารักษาให้หาย

ไม่ใช่ว่าเรามโนเอง กินเอง รักษาเอง หากเกิดผลข้างเคียงหรือดื้อยาอย่างรุนแรงขึ้นมา เรารักษาเองไม่ได้แน่นอนค่ะ

ต้องพึ่งพาเหล่าคุณหมอ พยาบาล และเภสัชกรอย่างเดียว

ร่างกายก็มีอยู่ร่างเดียว ดูแลเขาอย่างระมัดระวังด้วยนะคะ 🙂

 

อ้างอิง :

https://www.honestdocs.co/44-th-what-are-antibiotics

หนังสือ ‘สงครามที่ไม่มีวันชนะ’  นพ. ชัชพล เกียรติขจรธาดา

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1222965024546695&id=545003585676179

arrow
%d bloggers like this: