Trending Now

ผลกระทบจากการใช้สมาร์ทโฟนที่คุณไม่ควรมองข้าม

ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน เราแทบจะปฏิเสธไม่ได้ว่า สมาร์ทโฟนได้กลายเป็นเสมือนอวัยวะชิ้นใหนึ่งในร่างกายไปซะแล้ว  บางคนใช้สมาร์ทโฟนตลอดเวลาจนไม่รู้ตัวว่านั่นคืออาการเสพติดชนิดหนึ่งซึ่งส่งผลลัพธ์ที่เป็นอันตรายต่อตัวคุณได้ และเหล่านี้คืออาการบางอย่างที่บอกว่าคุณอาจเสพติดสมาร์ทโฟนค่ะ

อาการติดโทรศัพท์มือถือของคุณหนักแค่ไหน?

โดยเฉลี่ยผู้ใช้สมาร์ทโฟนจะมีอายุระหว่าง 18–44 ปี ที่จะใช้เวลากับโทรศัพท์มือถืออย่างน้อย 2 ชั่วโมงในการสื่อสารด้วยข้อความหรือโซเชี่ยลมีเดีย  เกือบ 80% ของคนเหล่านี้จะเช็คมือถือทุกๆ 15 นาที เพื่อดูว่ามีข้อความเข้ามามั้ย หรือสงสัยอยู่ว่ามีใครติดต่อมาหรือเปล่า  หรือแม้กระทั่งทำไปเพื่อแก้เบื่อ

สมาร์ทโฟน

การเสพติดสมาร์ทโฟนนั้นชักนำให้เกิดพฤติกรรมเฉพาะในมนุษย์ ซึ่งโดยส่วนใหญ่ถือเป็นพฤติกรรมเชิงลบ นั่นคือ

  • ความวิตกกังวล ไม่อดทน  และเคร่งเครียดเมื่อไม่สามารถตอบหรือส่งข้อความกลับได้ทันที
  • กระสับกระส่าย และความรู้สึกเคว้งคว้างเมื่อต้องห่างจากมือถือตัวเองนานเกินไป
  • ทำลายบรรยากาศทางสังคมและทางหน้าที่การงานซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากการเช็คมือถือ
  • หลงลืมเนื่องจากไม่มีสมาธิและขาดความตั้งอกตั้งใจ
  • เข้านอนผิดเวลาเพราะมัวแต่ส่งข้อความหรือเพลินอยู่ในโซเชี่ยลมีเดียเป็นเวลานานหลายชั่วโมง
  • สูญเสียประสิทธิภาพและคุณภาพในการทำกิจกรรมต่างๆ

 

ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้นสามารถพบเห็นได้ในกลุ่มผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือกลุ่มต่างๆ รวมถึงเด็กนักเรียนชั้นประถมด้วย  จากการศึกษาในปี 2015 พบพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ที่ไม่ดีต่อสุขภาพ 31.33% จากกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 14–18 ปี และเมื่อต้องแยกห่างจากอุปกรณ์สมาร์ทโฟน กลุ่มตัวอย่างก็เริ่มแสดงอาการ “กระวนกระวาย” อยากใช้มือถือ และสิ้นความสนใจในกิจกรรมอื่นๆ ไป

การง่วนอยู่กับการส่งข้อความบ่อยเกินไปสามารถทอนกำลังในด้านระดับอารมณ์ นำไปสู่ความงุนงงสับสน และความอ่อนล้า และในด้านการสื่อสาร จะเกิดความกดดันอย่างเห็นได้ชัดเจน  และส่งผลโดยตรงกับการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งเรามีข้อมูลของผลกระทบจากการติดมือถือมาแชร์กัน ดังนี้

สมาร์ทโฟน

ทำให้เกิดความเครียด วิตกกังวล และซึมเศร้า

เนื่องจากความต้องการที่จะได้รับการติดต่ออยู่ตลอดเวลา ในการวิจัย กลุ่มตัวอย่างจะมีอัตราการเต้นของหัวใจที่เร็วขึ้นเมื่อมือถือถูกเก็บให้ห่างจากตัว  และเขาได้ยินสัญญาณเตือนจากระยะไกล  ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเกิดจากความกลัวที่จะพลาดหรือไม่สามารถรับทราบข้อมูลที่แจ้งเตือนนั้นได้ในทันที ไม่น่าแปลกใจที่ผู้เชี่ยวชาญพุ่งประเด็นไปที่การใช้สมาร์ทโฟนมากเกินไปจะทำให้เกิดความเครียดและความวิตกกังวลในระดับสูง โดยเฉพาะในวัยเรียนและวัยที่กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย และผลในระยะยาว ก็ยังรวมไปถึงปัญหาด้านสุขภาพจิตและการเจ็บป่วยทางร่างกายได้  และยังนำไปสู่ความรู้สึกสิ้นหวังที่จะทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าอีกด้วย

ทำลายรูปแบบการนอนหลับพักผ่อน

ถือเป็นเรื่องที่เห็นได้ชินตากับคนสมัยนี้ที่จะหลับคา มือถือ ในมือและตื่นขึ้นมาก็คว้ามือถือก่อนสิ่งอื่นใด  การศึกษาพบว่าการใช้เวลากับอุปกรณ์ที่มีคลื่นแสงสั้นเป็นเวลานาน เช่น สมาร์ทโฟน ส่งผลให้การนอนเกิดความผิดปกติ  นอนหลับได้สั้นลง และเข้านอนช้ากว่าปกติ  ส่งผลให้นาฬิกาชีวภาพของร่างกายเราทำงานผิดเพี้ยนไป และที่เราควรจะต้องทราบกันคือนาฬิกาชีวภาพนี้ไม่ได้เพียงทำหน้าที่ปลุกเราให้ตื่นในตอนเช้าเท่านั้น หากแต่มันยังมีส่วนในการหลั่งฮอร์โมน พฤติกรรมการกินและการย่อยอาหาร อุณหภูมิของร่างกาย และการทำงานในส่วนสำคัญต่างๆ ของร่างกายอีกด้วย ดังนั้นการใช้สมาร์ทโฟนไม่เพียงเป็นการรบกวนการนอนหลับของคุณ  แต่ยังทำลายสุขภาพโดยรวมอีกด้วย

มีความสนใจ ความตั้งใจ และศักยภาพในด้านวิชาการน้อยลง

สมาร์ทโฟนอาจเป็นตัวหายนะให้กับผลการเรียนของคุณได้นะ  การวิจัยพบว่าการมีสมาร์ทโฟนอยู่รอบๆ เรานั้นอาจกระทบต่อสมาธิและความตั้งใจในการเรียนของเรา  ในสภาพแวดล้อมของการศึกษา การใช้สมาร์ทโฟนจะเป็นการรบกวนสมาธิในการทำความเข้าใจสื่อการเรียนใหม่ๆ หรือบทเรียนที่ยากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณหยิบมันมาใช้ตอนที่อาจารย์กำลังสอน

ส่งผลเสียเรื่องบุคลิคภาพและสรีระ

ด้วยความที่เราคอยแต่จะมองว่ามีข้อความมาที่มือถือหรือเปล่าอยู่ตลอดเวลา และมันก็ทำให้เกิดผลลบต่อบุคลิกภาพโดยรวมของเรานะ  จากการศึกษาพบว่าท่าทางที่เรายืดคอออกไปเพื่อดูโทรศัพท์นั้นก่อให้เกิดการเสียหายของโครงสร้างส่วนกระดูกก้านคอและกระดูกสันหลังได้ในระยะยาว รวมทั้ง เส้นเอ็นด้วย ในอีกทางมันยังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปร่างและลักษณะของชายโครงที่จะทำให้เกิดปัญหากับการหายใจด้วย

ใช้สายตามากเกินไป

การใช้สายตากับสมาร์ทโฟนมากเกินไปจะนำคุณไปสู่ปัญหาทางด้านสายตาที่ไม่ใช่แค่สายตาสั้น  จากการวิจัยพบว่าการใช้สายตาเพ่งกับสมาร์ทโฟนเป็นเวลานานเกินไปอาจทำให้สายตาสั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคนที่อ่านหนังสือหรือข้อความยาวๆ บนมือถือ  และโทรศัพท์มือถือยังปล่อยแสง HEV หรือแสงสีฟ้า ที่ประกอบด้วยคลื่นระยะสั้นที่ก่อให้เกิดอันตรายกับเนื้อเยื่อตาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจอประสาทตา  และจากสถิติ มากกว่า 83% ของคนอเมริกันใช้อุปกรณ์ดิจิตัลมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน  และ 53.1% ใช้อุปกรณ์ดิจิตัล 2 อย่างไปพร้อมๆ กัน  โดย 60.5% ประสบกับอาการจากการใช้สายตาเพ่งหน้าจอดิจิตัลนานเกินไป และไม่น่าแปลกเลยที่มีคนบ่นเรื่องอาการปวดศีรษะ และปัญหาด้านสายตาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทุกวันนี้

อาจเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็ง

มะเร็งถือเป็นประเด็นที่คนให้ความตระหนักจากการพูดคุยหรือใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานเกินไป  โทรศัพท์มือถือมีคลื่นวิทยุที่สามารถดูดซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อในบริเวณที่มีการสัมผัสกับอุปกรณ์  ซึ่งรังสีที่ว่านี้อาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ แม้ว่าจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมอย่างละเอียดก็ตามเพื่อให้ทราบถึงผลกระทบที่แท้จริง  และยังเป็นไปได้ด้วยว่าเด็กจะมีอัตราความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบต่อระบบประสาทมากกว่าผู้ใหญ่จากรังสีดังกล่าว  The American Cancer Society (ACS) แนะนำว่าควรจะมีการจำกัดการเปิดรับคลื่นจากเครื่องมือสมาร์ทเหล่านี้ พร้อมกับการใช้หูฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยเด็ก

 

เคล็ดลับที่ช่วยให้ลดอาการติดโทรศัพท์มือถือ

  • ลองกำหนดเวลาที่จะไม่ใช่โทรศัพท์มือถือในแต่ละวัน และฝึกทำให้เป็นเรื่องปกติ
  • วางมือถือของคุณให้ห่างจากที่นอน และให้ใช้นาฬิกาปลุกธรรมดาเพื่อให้ตื่นตรงเวลา
  • ปิดเครื่องเสีย เมื่อคุณจะขับรถ
  • ลดช่วงเวลาการรับส่งข้อความทางมือถือ และให้เปลี่ยนเป็นการสนทนาแบบตัวต่อตัว ด้วยการปิดเสียงแจ้งเตือนเสีย
  • ขอให้คนใกล้ตัวช่วยเหลือหากคุณเห็นว่ามันยากเหลือเกินที่จะปล่อยให้มือถือออกห่างจากคุณนานๆ
  • หางานอดิเรกใหม่ๆ และใช้เวลาไปกับการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์มากขึ้น
  • ให้พักเบรก 22 วินาที ต่อการใช้เวลาจ้องหน้าจอมือถือ 20 นาที และให้มองไปไกลๆ ในระยะไม่น้อยกว่า 20 ฟุตเพื่อเป็นการพักสายตา

ใครที่มีอาการดังกล่าวเหมือนกับที่เรานำมาฝากข้างต้นเมื่อรู้ตัวแล้วหากเป็นไปได้ควรเลี่ยง และลดการใช้งานให้น้อยลงเพื่อสุขภาพของคุณค่ะ

ที่มา curejoy

arrow
%d bloggers like this: