หรือต่อไปเราจะไม่ใช้เสียงคุยกันแล้ว? ผลการสำรวจใหม่เผย เด็กๆ แชทผ่านสมาร์ทโฟน แทนที่จะพูดกันตามปกติ

อันที่จริงแล้ว สมาร์ทโฟนนั้นเพิ่งถูกคิดค้นขึ้นมาเมื่อ 10 ปีที่แล้วนี่เอง แต่ไม่น่าเชื่อว่ามันจะมีอิทธิพลและส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของพวกเราได้มากขนาดนี้ จริงอยู่ที่มันมีข้อดีอยู่มากมาย ในด้านของการช่วยอำนวยความสะดวกให้กับชีวิตประจำวันของเราในเกือบทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การติดต่อสื่อสาร การจับจ่ายซื้อของ หรือแม้กระทั่งการใช้เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ จนดูเหมือนว่าสมาร์ทโฟนจะกลายเป็นกระจกวิเศษ ที่สามารถพาเราไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกได้อย่างง่ายดาย แค่ใช้อินเทอร์เน็ตและปลายนิ้วสัมผัสเท่านั้น อย่างไรก็ดี ด้วยความใหม่ของเทคโนโลยีตัวนี้ เราอาจจะยังมองไม่เห็นถึงข้อเสียที่ตามมาของการใช้สมาร์ทโฟนก็เป็นได้

อันที่จริงแล้ว ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ก็เริ่มมีข่าวแย่ๆ เกี่ยวกับสมาร์ทโฟนออกมาเป็นจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการที่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและสัณญาณของโทรศัพท์มือถือที่แผ่ออกมานั้นรบกวนการทำงานของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นสมองหัวใจก็ตาม เพราะโดยธรรมชาติแล้ว กระแสไฟฟ้าในตัวของมนุษย์นั้นมีขนาดอยู่ที่ 12 โวลต์ แต่กระแสไฟฟ้าที่ไหลเวียนอยู่ในอุปกรณ์อิเล้กทรอนิกส์นั้นกลับมีมากถึง 220 โวลต์ มากกว่าถึงเกือบ 20 เท่าตัวเลยทีเดียว จึงไม่แปลกใจว่าทำไมสนามพลังงานไฟฟ้าในร่างกายถึงได้รับผลกระทบมากมายถึงขนาดนั้น

นอกจากนี้ยังมีข่าวบางสายงานออกมาว่า แสงสีฟ้าจากจอสมาร์ทโฟนนั้นทำลายสายตา และก่อให้เกิดมะเร็งดวงตาได้ แต่แหล่งข่าวนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานมายืนยันได้มากนัก เพราะมีคนป่วยเป็นมะเร็งดวงตาน้อยมากๆ แต่ก็ใช่ว่าข่าวนี้จะไม่มีมูล เพราะเด๊่ยวนี้ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็พบเห็นแต่คนใส่แว่นสายตา ต่างจากเมื่อหลายปีก่อนที่ใครใส่แว่นมักจะเป็นตัวประหลาด และถือว่าเป็นผู้คงแก่เรียน ด้วยหลักฐานชิ้นสำคัญนี้ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า การใช้สมาร์ทโฟนในยุคนี้ส่งผลต่อการทำงานของสายตาของเราจริงๆ

ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะสมาร์ทโฟนยังขึ้นชื่อเรื่องการทำให้เด็กเป็นโรคสมาธิสั้น และมีข้อมูลทางการแพทย์ออกมายืนยันแล้วว่า การเลี้ยงลูกด้วยสมาร์ทโฟนหรือแทปเล็ทมากเกินไป อาจก่อให้เกิดโรคออทิสติกได้อีกด้วย

นี่ยังไม่รวมถึงประเด็นทางสังคมศาสตร์เรื่องสังคมก้มหน้า หรือต้องถ่ายภาพก่อนทานอาหาร และการสร้างไลฟ์สไตลืที่หรูหรามาแข่งกันบนโลกออนไลน์อีกด้วย

แต่วันนี้เรามีอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ ซึ่งทางต่างประเทศได้สำรวจผลกระทบการใช้งาน Social Media, Social Life: Teens Reveal Their Experiences หรือประสบการณ์การใช้โลกสังคมออนไลน์ของเด็กวัยมัธยม ในช่วงอาายุตั้งแต่ 13-17 ปี พบว่า ปริมาณวัยรุ่นที่เลือกที่จะคุยกันตามปกติลดลงจากปี 2555 49% ใน เหลือเพียง 32% ในปี 2561 นี้ โดยเลือกที่จะแชทกันผ่านตัวอักษร รูปภาพ และสติกเกอร์มากกว่าการพูดโดยใช้เสียงตามธรรมชาติ และมีแนวโน้มที่จะพูดคุยกันตามแบบที่เคยเป็นน้อยลงเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในระยะที่สามารถพูดคุยกันโดยการใช้เสียงตามปกติได้ก็ตาม ทำให้อดเป็นห่วงไม่ได้ ว่าเด็กยุคใหม่อาจจะขาดทักษะทางด้านการสื่อสาร เหมือนอย่างเช่นเวลาในนำเสนองานหน้าชั้น เด็กๆ มักจะพูดพรีเซนต์ไม่ค่อยได้ แต่จะอาศัยการอ่านข้อความจากกระดาษหรือสไลด์แทน

นอกจากนี้ยังมีปัญหา Cyberbully หรือการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ ซึงเริ่มมีมากขึ้น จากเดิม 5% ในปี 2555 ทยานขึ้นไปสูงถึง 35% ในปี 2561 นี้ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่ปัญหาที่ตัววัยรุ่นอย่างเดียว เพราะวัยรุ่นกว่า 33% เองก็บอกว่าอยากให้ผู้ใหญ่หรือผู้ปกครองใช้เวลากับพวกเขามากขึ้นด้วย ซึ่งมากกว่าขึ้นกว่าปี 2555 มากถึง 21%

และยังมีรายละเอียดบางประการ ที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในตอนนี้ แต่ทางผู้จัดทำกำลังหาข้อมูลสนับสนุนต่างๆ เพิ่มเติม เพื่อจะนำมาใช้วิเคราะห์ในการหาข้อสรุปที่สมเหตุผลต่อไปในอนาคต ดังนี้

54% ของวัยรุ่นที่ใช้งาน Social Media มักเป็นคนที่ชอบคิดมากกว่าพูด และเลือกที่จะไม่พูดต่อหน้าคนที่พวกเขาไม่รู้จัก ผิดกับคนสมัยก่อน ที่สามารถทักทายกับคนทั่วๆ ไปได้ ถึงแม้ว่าจะไม่รู้จักกันมาก่อนเลยก็ตาม

44% รู้สึกไม่สบายใจเมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่ก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ ในขณะที่ตนเองต้องการสื่อสารด้วย จึงเป็นสาเหตุที่ต้องทำให้พวกเขาต้องเล่นมือถือด้วย เพื่อจะได้ไม่รู้สึกแปลกแยก
55% ที่บอกว่าไม่เคยพกสมาร์ทโฟนติดตัวไปด้วย เวลาจะออกไปเที่ยวหรือไปทำกิจกรรมอย่างอื่นกับเพื่อนๆ

ดูเหมือนว่าผู้ใหญ่อาจจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของสมาร์ทโฟนที่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของเด็กๆ ให้มากขึ้น เพราะไม่อย่างนั้น ต่อไปในอนาคต เราอาจจะเลิกใช้เสียงพูดคุยกันแล้วก็เป็นได้ โดยทางรัฐบาลประเทศฝรั่งเศสเริ่มนำร่องเป็นประเทศแรกของโลก โดยการห้ามให้เด็กนำสมาร์ทโฟนไปใช้ในโรงเรียน ซึ่งมันก็ได้ผลดี เพราะเด็กๆ เริ่มพูดคุยกันด้วยวิธีธรรมชาติมากขึ้น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

arrow
%d bloggers like this: