Trending Now

อยู่ดีๆ ก็ร้องไห้ เกิดจากสาเหตุอะไรกันแน่?

เพราะ ความเครียด และการใช้ชีวิตในแต่ละวันทำให้คุณอาจเจอทั้งเรื่องดีและแย่ รวมถึงปัญหาต่างๆ ที่คุณต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน ความสัมพันธ์ หรือเรื่องในครอบครัว และบางทีคุณก็พบว่าตัวเองหลั่งน้ำตาได้โดยไม่มีสาเหตุ ทั้งๆ ที่ขณะนั้นไม่มีเรื่องราวอะไรให้สะเทือนใจ และอาจเป็นได้ว่าสิ่งที่กระตุ้นให้คุณมีน้ำตา.. อาจเป็นไปได้จากสาเหตุเหล่านี้ค่ะ

1. การอดนอน

โดยเฉลี่ยวัยผู้ใหญ่ควรนอนหลับประมาณ 7-9 ต่อวัน  การนอนไม่พอจะส่งผลต่อภาวะอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้สมองของคุณสูญเสียความสามารถในการแยกแยะว่าอะไรสำคัญและอะไรที่จัดการได้

 

2. ความเครียดและความเหนื่อยล้า

หากอยู่ๆ คุณก็ร้องไห้นั่นอาจเพราะมาจากการส่งสัญญาณจากร่างกายของคุณต่อไลฟ์สไตล์พาเครียด  ภาวะกดดันอย่างถึงขีดสุดจะทำให้คุณเหนื่อยล้า ว่างเปล่า และหมดแรงได้  และยังอาจก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ  ปัญหาในช่องท้อง และอาหารเจ็บปวดตามส่วนอื่นของร่างกาย  ดังนั้นหากคุณทำงานหนักเกินไป หรือต้องอยู่ภายใต้ภาวะกดดันตลอดเวลา นั่นอาจถึงเวลาที่คุณต้องหาทางผ่อนคลายบ้างแล้ว

ความเครียด

3. อาการก่อนการมีประจำเดือน

คุณรู้สึกหงุดหงิด ท้องป่อง หรือขี้แงในช่วงวันก่อนการมีรอบเดือนหรือเปล่า อาการเหล่านี้เรียกว่า “ภาวะก่อนการมีประจำเดือน” หรือ PMS ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดกับผู้หญิงส่วนใหญ่ซึ่งมันจะหยุดเมื่อประจำเดือนมา  นอกจากอาการฟูมฟายแล้ว PMS ยังเป็นสาเหตุให้คุณรู้สึกหดหู่ ตึงเครียด กังวล และฉุนเฉียวได้ง่ายด้วย นอกจากนี้ยังรวมถึงอาการทางร่างกายอื่นๆ เช่น ปวดศีรษะ คัดหน้าอก  หิวง่าย  ปัญหาการย่อย  และอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย

 

4. ภาวะก่อนและหลังหมดระดู และวัยทอง

หากคุณอายุช่วง 30 ปลายๆ ถึง 40 นี่คือสิ่งที่คุณต้องเตรียมรับมือ เช่น  การร้องไห้ได้ง่ายและบ่อยกว่าเดิมซึ่งอาจมาจากระดับฮอร์โมนที่เริ่มเปลี่ยน อารมณ์แปรปรวน  ช่องคลอดไม่ชุ่มชื้น  อาการวูบวาบ  และนอนไม่ค่อยหลับ ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณของอาการก่อนและหลังวัยหมดระดู และภาวะวัยทองทั้งสิ้น  ภาวะก่อนและหลังการมีระดูสามารถเกิดได้ล่วงหน้าเป็นเดือนหรือเป็นปีๆ ก่อนเข้าสู่ภาวะวัยทองหรือช่วงวัยหมดประจำเดือน  ซึ่งเป็นผลมาจากการทำงานของรังไข่ที่เสื่อมลงและวงจรการมีรอบเดือนเริ่มไม่ปกติและจะหมดไปเมื่อถึงเดือนสุดท้ายที่คุณมีรอบเดือน  ซึ่งระหว่างนั้นคุณจะพบว่าตัวเองมีความรู้สึก หดหู่  กังวล  หรืออารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ได้บ่อยๆ รวมทั้งการร้องไห้หรือหัวเราะโดยไม่มีสาเหตุ

 

5. ภาวการณ์ไม่สบอารมณ์หลังมีเพศสัมพันธ์ (Postcoital Dysphoria)

คุณเคยเศร้าหรือร้องไห้หลังมีเซ็กซ์มั้ย  มันเป็นอาการที่เกิดจากความรู้สึกเศร้า กระสับกระส่าย และกังวลใจหลังจากมีเซ็กซ์  การศึกษาหนึ่งพบว่า 46% ของผู้หญิงเจอกับอาการนี้อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต  แม้จะมีการวิจัยเกี่ยวกับภาวะไม่สบอารมณ์หลังการมีเพศสัมพันธ์น้อยมาก แต่ผู้เชี่ยวชาญก็บอกว่ามันเป็นการปลดปล่อยทางด้านกายภาพ อารมณ์ หรือฮอร์โมนที่ส่งผลต่ออาการเหล่านั้น

ความเครียด

6. ผลจากโรคที่มีภาวะความผิดปกติของระบบประสาท (Pseudobulbar Affect)

Pseudobulbar affect เป็นสภาวะที่มักเกิดขึ้นกับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บเกี่ยวกับสมอง หรือระบบสมองที่มีต่อด้านอารมณ์  ซึ่งอาจก่อให้เกิดการร้องไห้หรือหัวเราะโดยฉับพลัน แบบไม่มีสาเหตุและควบคุมไม่ได้  มันเป็นอาการที่ส่วนมากพบในผู้ป่วยที่ได้รับการกระทบกระเทือนในสมอง  โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง หรือเอ็มเอส (multiple sclerosis) โรคสมองเสื่อม โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือ ALS  หรือผู้รอดชีวิตจากอาการเส้นเลือดในสมองแตก

 

7. ภาวะขาดวิตามิน B12

วิตามิน B12 มีส่วนสำคัญต่อเลือดและเซลล์สมอง และช่วยสร้าง DNA หากขาดวิตามิน B12 จะทำให้เกิดความเครียด หดหู่ และส่งผลให้ไร้อารมณ์ หงุดหงิดฉุนเฉียว และร้องไห้ฟูมฟายได้  นอกจากนี้ ยังส่งผลให้เกิดภาวะอ่อนแอ เหนื่อยล้า น้ำหนักลด ลดความอยากอาหาร ท้องผูก ปัญหาระบบประสาท ปัญหาการทรงตัว ความจำไม่ดี สับสน มีแผลที่ลิ้นและในช่องปาก และภาวะโลหิตจางแบบ megaloblastic anemia  ซึ่งคุณควรรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน B12 เช่น หอยตลับ ตับวัว ไข่ เนื้อสัตว์ ปลา และผลิตภัณฑ์จากนม  อย่างไรก็ตาม มีบางคนที่เกิดภาวะขาดวิตามิน B12 เพราะร่างกายมีปัญหาในการดูดซึมวิตามินชนิดนี้  ซึ่งให้ปรึกษาแพทย์เพื่อให้คำแนะนำจะดีที่สุด

 

8. น้ำตาลในเลือดต่ำ

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำมักจะพบในผู้ที่เป็นเบาหวาน และอาจเกิดได้จากการที่ทานอาหารไม่ตรงเวลา กินคาร์โบไฮเดรตน้อยเกินกว่าปกติ  ออกกำลังกายอย่างหนัก ดื่มมากไป  และในบางกรณีก็อาจเกิดขึ้นได้กับผู้ที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน ซึ่งอาจเกิดจากการรับประทานอาหารคาร์บในปริมาณมาก ดื่มมากไป  ทุพโภชนาการหรืออดอาหาร การผ่าตัดกระเพาะอาหาร หรือสภาวะทางการรักษา เช่น ตับอ่อนโต  โรคแอดดิสัน  หรือสาเหตุจากหัวใจ ตับ หรือไต  ซึ่งจะทำให้มีการร้องไห้ อารมณ์ฉุนเฉียว หรือหงุดหงิด  และภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำยังก่อให้เกิดอาการ เช่น หิวโหย เหงื่อออก ตัวสั่น เหนื่อยล้า เวียนศีรษะ และหัวใจเต้นผิดปกติ  และกรณีที่แย่กว่านั้น คือ ตาพล่า สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง และหลับวูบไป  ซึ่งบรรเทาได้ด้วยการหาของว่างหรือเครื่องดื่มที่ให้ความหวานก็จะช่วยปรับระดับน้ำตาลในร่างกายได้

 

9. ปัญหาต่อมไทรอยด์

ปัญหาต่อมไทรอยด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณร้องไห้ได้เช่นกัน  ภาวะการขาดฮอร์โมนไทรอยด์จะเกิดขึ้นได้เมื่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายไปก่อกวนต่อมไทรอยด์เข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ  ต่อมไทรอยด์ที่เสียหายจากการรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ ก็อาจเป็นสาเหตุได้  อาการ เช่น อารมณ์หดหู่  น้ำหนักขึ้น. และเหนื่อยล้าเป็นสิ่งที่เกิดได้โดยปกติสำหรับผู้ที่มีปัญหาต่อมไทรอยด์  สัญญาณอื่นๆ ที่บ่งบอกว่าคุณอาจมีความผิดปกติกับต่มไทรอยด์ เช่น  ผมและผิวพรรณแห้งกร้าน  ปวดกล้ามเนื้อ  อารมณ์เหวี่ยง  ปัญหาในการนอนหลับ  ไม่อยากอาหาร  และไวต่อความหนาวเย็นอย่างผิดวิสัย

 

10. ภาวะซึมเศร้า 

ภาวะซึมเศร้า เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้  ซึ่งนอกจากการร้องไห้อย่างไร้สาเหตุแล้วคุณอาจเจอกับอาการ เช่น รู้สึกเศร้าเสียใจ ไร้ค่า หรือสิ้นหวัง หรือไร้เรี่ยวแรง  รวมทั้งการหมดความสนใจในกิจกรรมที่คุณเคยชอบ หรือนอนมากไปและน้อยไป

ภาวะซึมเศร้ายังอาจแสดงออกในรูปแบบอื่นๆ ด้วย ได้แก่

  • โรคซึมเศร้าที่เกิดหลังคลอด (Postpartum depression) โดยเกือบ 80% ของผู้หญิงที่คลอดบุตรจะรู้สึกเศร้าภายหลังการคลอด ซึ่งอาการจะดีขึ้นหลังจากนั้น 2 สัปดาห์ กระนั้น ประมาณ 13% ของผู้หญิงที่เคยผ่านภาวะซึมเศร้าหลังการคลอดบุตรจะมีความรุนแรงในด้านอารมณ์ที่จะเศร้าโศก หมดแรง  และวิตกกังวล  ซึ่งจะทำให้เป็นเรื่องยากในการดูแลตัวเองและทารก  และที่น่าสนใจคือ ประมาณ 10% ของคุณพ่อก็ประสบภาวะโรคซึมเศร้าหลังการคลอดด้วยเช่นกัน
  • ภาวะซึมเศร้าจากการเปลี่ยนฤดูกาล (Seasonal affective disorder) อาการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงที่คุณสัมผัสกับแสงอาทิตย์น้อยลง และจะดีขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือหน้าร้อน โรค SAD นี้จะทำให้นอนหลับได้น้อยลง  เก็บตัว  น้ำหนักขึ้น และจะย้อนกลับมาเป็นประจำทุกปี

 

ดังนั้นหากครั้งต่อไปคุณร้องไห้โดยไม่มรสาเหตุ ขอให้คุณใจเย็นๆ และ ลองสังเกตุอาการตามที่ได้แนะนำไปแต่ต้นดูค่ะ ว่าเข้าข่ายข้อใดบ้าง หากพบปัญหาจะได้ทำการแก้ไข หรือหากสาเหตุไม่ได้อาจจะลองไปปรึกษาแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำและตรวจหาสาเหตุค่ะ

 

ที่มา curejoy

arrow
%d bloggers like this: