Trending Now

เจลพลังงาน Energy Gel ดียังไง?

การ ออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นกีฬาอะไรก็แล้วแต่หรืออย่างนักวิ่งเอง ทำให้เสียเหงื่อ เสียพลังงาน ก็ดื่มน้ำเปล่า หรือเกลือแร่เพิ่มพลังงานระหว่างวิ่งเท่านั้น ตอนนี้เริ่มมีแหล่งพลังงานใหม่ๆ ที่สามารถช่วยให้นักวิ่งมีพลังงานเพิ่มขึ้นได้ นั่นคือ เจลพลังงาน หรือ Power Gel นั้นเอง ที่เรากำลังจะพูดถึง ว่าดีอย่างไร และสามารถช่วยให้เราเพิ่มพลังงานได้อย่างไร เราศึกษากัน

เจลพลังงาน

 

เจลพลังงาน Energy Gel…มันทำงานยังไง?

โดยปกติแล้วร่างกายมีการสะสมพลังงานเรียกว่า ไกลโคเจน (Glycogen)

แล้วไกโคเจนมาจากไหน.. เมื่อร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตจะย่อยคาร์โบไฮเดรตได้เป็นน้ำตาลกลูโคส แล้วดูดซึมเข้ากระแสเลือด และส่งไปยังเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ กลูโคสจะถูกย่อยสลาย เปลี่ยนเป็นพลังงานและคาร์บอนไดออกไซด์ กลูโคสที่เหลือไม่ถูกย่อยจะถูกนำไปสร้างเป็น #ไกลโคเจน เก็บสะสมไว้ที่ตับและกล้ามเนื้อ เมื่อมีการออกกำลังกายจะมีการนำพลังงานจากไกลโคเจนที่สะสมไว้มาใช้ ดังนั้นอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตจึงสำคัญมากในนักกีฬาทุกชนิด อาหารพวกคาร์โบไฮเดรตได้แก่ แป้ง ข้าว ข้าวโพด เผือก มัน ขนมปัง เส้น ก๋วยเตี๋ยว น้ำตาล น้ำผึ้ง ผลไม้ ผัก ซึ่งคาร์โบไฮเดรต 1กรัม ให้พลังงาน 4กิโลแคลอรี นักกีฬาควรได้คาร์โบไฮเดรต 60-70 % ของพลังงานทั้งหมดที่ได้รับหรือ 7-10 กรัม ต่อน้ำหนักตัว ต่อวัน

Bangsbo ในปี 1992 ได้ทดลองให้นักฟุตบอลรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงเปรียบเทียบกับอาหารปกติ แล้วทดสอบภาคสนามโดยวิ่ง 45 นาทีแล้วมาทดสอบการวิ่งแบบ sprints โดยใช้เครื่อง trademill พบว่านักฟุตบอลที่รับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตสูงสามารถวิ่งเป็นระยะทางที่มากกว่าช่วงที่รับประทานอาหารปกติ
นอกจาก คาร์โบไฮเดรต แล้วการขาดน้ำจะทำให้กระบวนการควบคุมอุณหภูมิในร่างการเสียสมดุลไป ขาดน้ำแค่ 5 % ก็ทำให้ ประสิทธิภาพของการเล่นกีฬา(Performances) ลดลงถึง 30%  ดังนั้นน้ำจึงเป็นอีกเรื่องที่สำคัญมาก

เวลาเราวิ่งไปเรื่อยๆ เราก็ใช้พลังงานหมดไป ดังนั้น เราจึงต้องเติม ไกลโคเจน เข้าไปให้กล้ามเนื้อได้เร็วที่สุด ตัวเลือกที่นิยมกันมากในปัจจุบันก็คือ เจล พลังงานโดยปกติ เมื่อนักวิ่งวิ่งเร็วขึ้นก็ยิ่งใช้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรตมากขึ้นตามไปด้วย แต่ถ้าหากเราจะกินคาร์โบไฮเดรตแล้วย่อย/ดูดซึมไปอยู่ที่กล้ามเนื้อได้ ต้องใช้เวลานาน และในขณะเดียวกันสมองของเราจะใช้กลูโคสที่อยู่ในกระแสเลือด และกล้ามเนื้อก็ต้องดูดซึมกลูโคสจากกระแสเลือดด้วย เสมือนแย่งพลังงานด้วยกัน ดังนั้นทำให้เราเริ่มรู้สึกมึนหัว และเจล พลังงานเมื่อทานไปแล้วจะทำให้รู้สึกได้พลังงานเพิ่มขึ้น

สรุปก็คือ Energy Gel จะช่วยเติม Glycogen และแคลอรี่ให้เรา แต่ไม่สามารถทดแทนกันได้โดยตรง

เจลพลังงาน

แล้วเราควรทานไหม แล้วทานตอนไหน?

เป็นคำถามที่ยอดฮิตกันมากว่า ควรจะทานไหม คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับแต่ละคนเลยว่า จะต้องการเจลพลังงานนี้หรือไม่ บางคนบอกว่าดื่มเกลือแร่ก็เพียงพอแล้ว บางคนบอกไม่ไหว จะต้องมีการเติมพลังงานระหว่างทางด้วย เพราะอะไร? เพราะร่างกายแต่ละคนดูดซึมคาร์โบไฮเดรตแตกต่างกัน บางคนทานอาหารมาก่อนวิ่งแล้ว พอออกตัววิ่งไปสักระยะก็เริ่มหมดพลังงาน บางคนวิ่งได้ตลอดทั้งระยะก็ยังไมีมีอาการเหล่านั้น ดังนั้น ควรจะสังเกตุตัวเองว่า ขณะวิ่งนั้นเราต้องการพลังงานมากน้อยขนาดไหน หากต้องการมาก แต่ยังไม่เคยทานเจลพลังงานนี้ก็ควรจะทดลองก่อนทีละน้อย ให้เริ่มรู้สึกว่าร่างกายดูดซึมพลังงานนี้ไปได้ไหม เพราะบางคนเวลาวิ่งระบบย่อยอาหารมักจะไม่รับ อาจจะถึงอ้วกได้เลยก็มี ดังนั้นควรจะทดลองก่อน

แต่โดยปกติแล้ว การทานเจลพลังงาน ควรจะเริ่มทานหลังวิ่งไปแล้ว 45-60 นาที แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการรับรู้ และการดูดซึมอาหารของแต่ละคนด้วย แล้วควรจะทานบ่อยแค่ไหน ครั้งแรกหลัง 45-60 นาที ใน 1 ซอง และอีก 1 ซอง เมื่อหลัง 60 นาทีไปแล้ว กรณีที่วิ่งระยะไกลๆ เช่น ฮาล์ฟ หรือฟูลมาราธอน ซึ่งน้ำตาลที่มีอยู่ในเจลพลังงานมันเป็นน้ำตาลกลูโคสที่จะถูกดูดซึมเข้าไปสะสมในกระแสเลือดโดยตรงเลย เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ดูดซึมมาใช้งาน ดังนั้นหากเราทาน gel ถี่เกินไปน้ำตาลก็จะไปสะสมในกระแสเลือดมากเกินไป ซึ่งจะส่งผลเสียต่อร่างกายเราได้ และที่สำคัญ ควรจะทานเจล พลังงานเสร็จ และตามด้วยน้ำเปล่าเพราะน้ำจะช่วยย่อยและช่วยดูดซึม หากไม่ดื่มน้ำตามจะใช้เวลาในการนำ Glycogen เข้าไปในกระแสเลือด แต่หากเราทาน Gel ไปพร้อมกับ sports drink เรามีความเสี่ยงที่ร่างกายจะดูดซึมน้ำตามเข้าไปมากเกิน

ประการสุดท้าย เราควรซ้อมทานเจล พลังงานด้วย เพื่อให้ในวันจริงร่างกาย และระบบต่างๆ จะสามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่อีกด้วย

ที่มาข้อมูล: https://www.bangkokhospital.com

https://www.facebook.com/DEVERbySit/

Oily

ชื่อ: ออยล์ หรือ ออยล์ลี่ (ก็ได้ค่ะ) ประสบการณ์: เวทมา 3 ปี วิ่งมา 3 ปีกว่า ความตั้งใจ: แบ่งปันความรู้เรื่องวิ่งสำหรับผู้ที่มีความตั้งใจอยากวิ่ง อยากจะสุขภาพดี แบบบ้านๆ ความสุข: เห็นรอยยิ้ม มิตรภาพใหม่ๆ ระหว่างทางวิ่ง ท้าวความกันก่อน... 😇จากเดิมสมัย 8-9 ปีที่แล้ว ทำงานประจำ เครียดกับการทำงานมาก เพราะเป็นคนมีความตั้งใจทำงานสูง ไม่ดีไม่ได้ ไม่ได้ก็ต้องเอาให้ได้ เลยเกิดความกดดันในการ ทำงานพอสมควร เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคในตัวอย่างดีเป็นคนอ่อนแอ มีโรคประจำตัวหลายอย่าง เช่น โรคกระเพาะอาหาร ทางเดินอาหารอักเสบ ลำไส้อักเสบ กรดไหลย้อน และภูมิแพ้ บางทีก็น้ำในหูไม่เท่ากัน เป็นลมบ่อยๆ เวลาเครียดทุกๆ ครั้ง นอนไม่หลับ กินไม่ได้ปกตินอนโรงพยาบาลปีละ 7-8 ครั้ง ไม่รวมไปหาหมอแบบ OPD แทบจะเดือนละครั้งเลยก็ว่าได้ 😢 🙄มาวันนึงนอนที่รพ.นนทเวช ได้ 3 คืนแล้ว วันที่ออกจากรพ. ก็เลยตัดสินใจเดินเข้า Fitness First ที่เดอะมอลล์งามวงศ์วานทันที พร้อมกับสมัครสมาชิกเลย บอกพนง. ว่าพี่ขอออกกำลังกายอะไรก็ได้เดี๋ยวนี้เลยค่ะ พี่ไม่ไหวกับอาการป่วยของพี่แล้ว 😚✌🏻 😎หลังจากนั้นก็ตั้งเป้าว่าจะมีสุขภาพที่ดีขึ้น อยากหุ่นดีมี sixpack เฟิร์มมากขึ้น หลังจากนั้น 1 ปี ผ่านไปsixpack ก็มา ป่วยน้อยลงทันตาเห็น แต่หมดความท้าทาย ไปแล้วไง มีพี่ที่สนิทวิ่งอยู่แล้วก็ชวนออกมาวิ่งที่สวนก็เลยนึกขึ้นได้ว่า บ้านเรามีสวนรถไฟอยู่แล้วนิ ก็เริ่มเลย 🏃🏻‍♀️วันแรกที่ไปวิ่งที่สวนรถไฟ (1รอบ = 2.5k) วิ่งได้ 1 รอบก็เหนื่อยมากๆ แล้วไม่หมดความท้อใจ วิ่งวันต่อไปได้ 2 รอบแล้ว วิ่งต่อไป 3, 4 รอบแล้ว จนในที่สุดเราวิ่งได้ 10k แล้ว ดีใจมากๆ ทุกๆ ครั้งที่ออกมาวิ่งจะมีแรงผลักทำให้ตื่นแต่เช้า เลือกชุดที่ชอบ ฟังเพลงที่ใช่ เพลินไปกับบรรยากาศของสวนรถไฟ ประกอบกับได้พบปะกับพวกพี่ๆ น้องๆ อาๆ ที่สวน (แก๊งซอยกลาง) จนทุกวันนี้พี่ๆ เค้าได้เห็นพัฒนาการของออยล์เรื่อยๆ จากวิ่งมินิไปฮาล์ฟ ไปฟูล และไปอัลตร้า ประกอบกับหาวิธีทาง ที่จะทำให้ตัวเองแข็งแรงมากขึ้นไปเรื่อยๆ สามารถเจอได้ทุกๆ สนาม สามารถทำเวลา และผ่านได้ทุกสนาม 😇จนมาวันนี้ ได้พบกับคำว่า "ความสุข" คืออะไรในชีวิตตั้งแต่วิ่งมาเปลี่ยนทั้งร่างกายตัวเองที่แข็งแรงขึ้น ไม่มีการเจ็บป่วยเลยแม้แต่น้อย เปลี่ยนทั้งจิตใจ ความคิด เป็นแรงบวก มองโลกในแง่ดี จากคุณหนูเปลี่ยนเป็นคนง่ายๆ จากคนขี้กลัวเปลี่ยนเป็นคนกล้าทุกๆ อย่าง 🌈ทุกๆ อย่างเกิดมาจากความอดทน พยายาม และวินัยด้วยที่ตัวเองเป็นคนชอบเอาชนะตัวเองแล้ว ข้อดีของมันคือ จะทำให้เราไปจุดมุ่งหมายที่เราตั้งไว้...
arrow
%d bloggers like this: