Trending Now

เปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้ง iPhone และ Apple Watch 2018

เปิดตัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เวลาตี 1 ของบ้านเราเมื่อคืนนี้ หลังจากรอคอยวันดีเดย์ 12 กันยาของทาง Apple กันมาอย่างยาวนาน สำหรับงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Apple ซึ่งประกอบไปด้วย

  • iPhone XR
  • iPhone XS
  • iPhone XS Max
  • Apple Watch Series 4

ซึ่งแต่ละตัวจะมีหน้าตา ราคา และฟังก์ชั่นการทำงานเป็นอย่างไรบ้าง เราสามารถหาคำตอบกันได้ผ่านข่าวนี้ได้เลย

เรามาเริ่มกันด้วย iPhone Xr ซึ่งเป็น iPhone ที่มาราคาถูกที่สุดของปีนี้กันก่อนดีกว่า โดยคุณสมบัติของ iPhone Xr มีดังต่อไปนี้

  • เปิดตัวด้วยราคา 749 เหรียญดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 24,500 บาทไทย
  • มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ ขาว ดำ แดง ส้ม เหลือง และ น้ำเงิน
  • มาพร้อมกล้อง 1 ตัว รองรับการถ่ายภาพแบบ Portrait
  • มีระดับการกันน้ำที่ IP67 หรือกันน้ำลึกได้ 1 เมตร
  • ใช้ดีไซน์หน้าจอไร้ขอบแต่มีรอยบากแบบเดียวกับ iPhone X แต่เปลี่ยนจากหน้าจอ OLED เป็น LCD ที่ขนาด 6.1 นิ้ว
  • ความละเอียด 1,792 x 828 พิกเซล
  • ความหนาแน่น 326 ppi
  • ไม่มี 3D Touch
  • รองรับ True Tone Display + 120Hz
  • รองรับ Face ID เหมือน iPhone X
  • ใช้ชิปประมวลผล Apple A12 Bionic ระดับเดียวกับ iPhone Xs และ iPhone Xs Max

เริ่มสั่งจองได้ตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2561 และออกวางจำหน่ายในวันที่ 26 ของเดือนเดียวกัน

รุ่นราคาถูกจบไป เรามาต่อกันด้วยสมาร์ทโฟนรุ่นที่มีราคาสูงขึ้นมาอีกนิดกันดีกว่า นั่นก็คือ iPhone Xs และ iPhone Xs Max นั่นเอง ซึ่งทั้ง 2 ตัวนี้นั้นต่างกันเพียงขนาดหน้าจอที่ 5.8 นิ้ว และ 6.5 นิ้ว ซึ่งคุณสมบัติมีดังนี้

  • iPhone XS ราคา 999 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 33,000 บาทไทย
  • iPhone XS Max ราคา 999 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 36,000 บาทไทย
  • หน้าจอ OLED
  • แสดงผล 120Hz
  • รองรับ 3D Touch
  • มีระบบการจดจำใบหน้าหรือ Face ID ที่แม่นยำกว่าเดิม
  • ใช้ชิปประมวลผล Apple A12 Bionic
  • รองรับ 2 ซิม
  • ความจุใหม่ 512GB

นอกจากนี้ตัว iPhone XS  และ iPhone XS Max ยังโดดเด่นเรื่องการถ่ายภาพ เพราะทางค่ายได้เพิ่มประสิทธิภาพของกล้องให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยเซนเซอร์ตัวใหม่ มาดูคุณสมบัติกล้องกันเลยดีกว่า

  • กล้องหลังคู่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซลสองตัว
  • สำหรับเลนส์ปกติ เป็นเลนส์มุมกว้าง รูรับแสงขนาด f/1.8
  • เลนส์ที่สองสำหรับ Zoom หรือ Telephoto รูรับแสง f/2.2
  • แฟลช True Tone ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นด้วย
  • กล้องหน้าความละเอียด 7 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2
  • มี Smart HDR ซึ่งตัวเครื่องจะถ่ายรูปออกมาหลายๆ รูป แล้วเลือกภาพที่ได้รายละเอียด เช่น เงา แสง และรวมเป็นภาพเดียว

จะเริ่มขายในประเทศกลุ่มแรกวันที่ 21 กันยายน 2561 และประเทศกลุ่มที่ 2 ในวันที่ 28 ของเดือนเดียวกัน

นอกจากนี้ยังสามารถถ่ายวิดีโอได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะกล้องมีเซ็นเซอร์ที่เร็วขึ้น 2 เท่า

  • รองรับการอัดเสียงแบบสเตอริโอ
  • สามารถถ่ายวิดีโอแบบ Extended dynamic range ได้
  • iPhone XS สามารถถ่ายทำกันได้แบบยาวๆ เพราะแบตอึดกว่า iPhone X มากถึง 30 นาที
  • iPhone XS Max ใช้งานได้นานขึ้นอีก 1 ชั่วโมง 30 นาที
  • ป้องกันน้ำที่ระดับ IP68 หรือกันน้ำลึกได้ 2 เมตร
  • นำไปถ่ายเล่นในสระหรือออกตะลอนวันสงกรานต์ก็ย่อมได้

ส่วน Apple Watch Series 4 เองก็มีความโดดเด่นอยู่ไม่น้อย เพราะเหตุผลต่างๆ ดังนี้

  • ราคาไม่แรงมากที่ 499 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 16,000 บาท
  • มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี คือ Silver, Gold และ Space Gray
  • รองรับสายนาฬิกาจาก Apple Watch รุ่นก่อน
  • มาพร้อมกับชิป S4 ระดับ 64 Bit แบบ Dual Core และเซ็นเซอร์ Accelerometer และ Gyroscope ที่มีความละเอียดมากขึ้น
  • เปิดใช้งานตลอดทั้งวัน
  • แบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้ 18 ชั่วโมง
  • หน้าปัดมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 40 มม. และ 44 มม.
  • หน้าจอเป็นแบบสุดขอบ
  • พื้นที่หน้าจอเพิ่มขึ้นกว่า 30%
  • สามารถแสดงข้อมูลได้พร้อมกันถึง 8 แอป
  • ลำโพงที่ดีขึ้น 50%
  • สามารถติดต่อสื่อสารผ่าน Apple Watch ได้ชัดเจนมากขึ้น
  • ซิงค์กับ Siri ได้
  • สามารถตรวจจับการหกล้มของผู้ใช้และแจ้งเตือนไปยังเบอร์ฉุกเฉินได้ทันที
  • มาพร้อมฟังก์ชั่นการตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจด้วยเซ็นเซอร์ที่ละเอียดมากขึ้น

เปิดให้จองในวันที่ 14 กันยายน 2561 และจะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 21 ของเดือนเดียวกัน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

 

arrow
%d bloggers like this: