Trending Now

เราไม่พร้อม หรือซ้อมไม่พอ (กันแน่)

นักวิ่ง ทุกคนอยากมีสถิติที่ดีในสนามที่เราได้เลือกลงเอาไว้แล้ว ก็มุ่งมั่นซ้อมกันอย่างจริงจัง มีความคาดหวังในการวิ่งทุกๆ สนามที่เราลง หารู้ไม่เลยทุกๆ ครั้งที่เราฝึกซ้อม และจริงจังกับมันมากเท่าไหร่ ก็ย่อมมีความคาดหวังมากขึ้นเท่านั้น แต่กับบางคนไม่ได้มีความคาดหวังมากเท่าไหร่ เพียงแค่ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเท่านั้นพอ บางคนก็บอกว่าไปแค่ลองสนาม เพื่อที่จะได้รู้ความสามารถของเราเองว่าไหวแค่ไหน

คราวนี้เรามาพูดถึงเรื่องเวลาเราลงสนามแล้ว พบกับความผิดหวัง เพราะคิดว่าสิ่งที่เราได้พยายามซ้อมมาทั้งหมดแล้ว แต่ทำไมผลลัพธ์ถึงได้ไม่ดีอย่างที่คิด เวลาไม่ดี หรืออาจจะ DNF (Do not finish) ก็ได้ สาเหตุหลายประการที่เราคิดว่าเราพร้อมแล้ว พอไปถึงแล้วไม่พร้อม หรือวิ่งไม่ได้ก็มีหลายปัจจัย

นักวิ่ง

  1. ไม่พร้อมเพราะ นอนไม่พอ :

จริงๆ แล้วการลงงานวิ่งเรื่องนอนสำคัญมากนะคะ เพราะว่าร่างกายของเราจะ Recover ได้ดีต้องนอนให้พอค่ะ ก่อนวิ่งต้องนอนอย่างน้อย7-8 ชม. จริง ๆ พอถึงเวลาเรามันจะมีข้ออ้างเสมอว่า เมื่อคืนทำงานว่ะ เลยนอนน้อย (อันนี้ก็อ้างไม่ได้นะคะ เพราะว่าเราก็รู้ว่าพรุ่งนี้ต้องแข่งแล้ว)

อยากจะบอกว่า มีคนนอนน้อย แล้วมาลงแข่งตายมาหลายเคส และช็อตมาแล้วหลายคน บางคนอาจจะเป็นทันทีบางคนสะสม จะเป็นวันไหนก็ไม่รู้ เพราะเวลาการนอนหลับสั้น (น้อยกว่า 5 หรือ 5-6 ชั่วโมง) เพิ่มความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูงขึ้น 350% – 500% เมื่อเทียบกับผู้ที่หลับนานกว่า 6 ชั่วโมง/คืน คนหนุ่มสาว (25-49 ปี) มีความเสี่ยงเป็นสองเท่า ที่จะมีความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูงหากพวกเขานอนหลับน้อย

นักวิ่ง

  1. ไม่พร้อมเพราะ กินไม่พอ :

เรื่องกินเรื่องใหญ่ ใครๆ ก็ว่า การกินคือการเติมพลังงานให้กับร่างกาย เป็นเรื่องปกติถ้ากินไม่พอ ก็ไม่มีแรง พอได้กินร่างกายก็มีพลังงานไปชดเชย สำหรับนักวิ่งใช้พลังงานเยอะกว่าคนปกติทั่วไป ยิ่งหากว่าจะต้องวิ่งในระยะมากๆ ด้วยแล้ว ยิ่งต้องกินให้มาก และกินให้เป็นด้วย สิ่งสำคัญก่อนการวิ่ง ควรจะกินอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตมากกว่าปกติ เพราะว่าเวลาวิ่งร่างกายจะนำคาร์โบไฮเดรตไปเผาพลาญ เกิดพลังงานนั่นเอง ดังนั้น อยากมีแรงมีกำลังพลังงานพอเพียง ก็ควรจะกินให้พอด้วย

แอดมินเคยเจอกับตัวเองเลย ว่าวันก่อนวิ่งงานยุ่ง แล้วก็ไม่ได้ดูแลตัวเองเท่าไหร่ ก็กินน้อยไป ก่อนวิ่งก็ไม่ชอบกินอะไรมากอยู่แล้ว พลังงานที่ใช้ก็ยิ่งน้อยลงไป มันจะทำให้ไม่มีแรงวิ่งที่เราบอกว่า “วิ่งอืดๆ” นั่นล่ะค่ะ เราไม่มีพลังงานเพียงพอต่อกำลัง และระยะทางที่เราจะต้องใช้ ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆจะทำให้ร่างกายผอมซูบ และกล้ามเนื้อจะถูกออกไปใช้จนหมด

นักวิ่ง

3.ไม่พร้อมเพราะ ยังเจ็บอยู่ :

อันนี้ไม่ต้องว่าใครหรอกค่ะเพราะว่าคนที่เป็นนักวิ่งจะเป็นเกือบทุกคน เพราะ “ดื้อ” การอยู่ในสภาวะเจ็บ มันมีหลายระดับนะคะ เพิ่งเจ็บก็จะหายได้เร็วหน่อย ถ้าได้พักจริงๆ เจ็บมาพักนึงแล้ว อันนี้ก็เรียกว่า กำลังดันทุรังค่ะ รู้ว่าเจ็บก็ยังกระเสือกกระสนวิ่งอีก ระยะนี้ควรจะไปหาหมอได้แล้ว ให้รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงกัน เจ็บสุดท้าย คือเจ็บมานานแล้ว อันนี้ไม่ต้องไปด่าแล้วค่ะ เพราะคงด้านแล้ว  เค้าเรียกว่า “ดื้อขั้นรุนแรง” แบบนี้ต้องควรพักยาว และหาหมอ กินยารักษาให้หายขาด พวกนี้อาจต้องรักษานานถึง 2-3 เดือนก็เคยเห็นมาแล้ว

นักวิ่ง

4.ไม่พร้อมเพราะ ซ้อมไม่พอ :

จากประสบการณ์ตรงเลยค่ะขอแบ่งเป็น 2 แบบคือ สำหรับไม่เคยลงระยะนั้น และสำหรับเคยลงระยะนั้นแล้ว แต่มาลงซ้ำอีก 😆

  • ตามหลักแล้วการซ้อมให้ถึง หรือให้พอ ต้องซ้อมให้ถึงระยะ 80% ของระยะทั้งหมด ที่ลงแข่ง เช่น ลง 10k ซ้อมให้ถึง 8k,ลง 21K ซ้อมให้ถึง 18k, ลง 42k ซ้อม 35k เป็นต้นที่บอกซ้อมให้ถึงนั่นหมายถึงว่า คุณต้องซ้อมให้ถึงระดับนั้นจนชินแล้ว และไม่เหนื่อยจนเกินไป ซึ่งอีก 20% ที่เหลือคุณไปดันเอาวันแข่งกันได้แล้ว และที่สำคัญไม่ควรแข่งเพซ ควรจะเฉลี่ยเพซทั้งหมดระยะให้พอๆ กันจะได้ไม่เหนื่อยจนเกินไปด้วย

จากประสบการณ์ วันที่ลง 21k เป็นครั้งแรก วิ่ง 18k เหนื่อยแทบขาดใจ แต่พอวิ่งซ้อม 18k อยู่สัก 3 ครั้งก็ลองวิ่ง21k เลยก็ทำได้ และตอนลง 42k ครั้งแรก ก็ซ้อมให้ถึง 35kสัก 2 ครั้ง ก็เอาอยู่ แต่ในครั้งๆ ที่เราระยะนั้นๆ ไม่ให้เราตั้งเป้าต่ำๆ เพื่อเป็นแรงกระตุ้นเราไว้ก่อนว่าเอาพอจบ ทัน cutoff พอส่วนว่าเราจะทำได้ดีมากกว่านั้น ก็ขึ้นอยู่กับการซ้อม และความสามารถของแต่ละคนแล้วค่ะ แต่สำคัญ เราควรจะมีเป้าหมายเป็นระยะเวลาที่ชัดเจนนะคะ

  • แต่สำหรับคนที่เคยลงระยะนั้นๆ มาพักนึงแล้ว และต้องการซ้อมอีกครั้ง อันนี้ง่ายหน่อยค่ะ เพราะว่ากล้ามเนื้อมันรู้แล้วว่าฉันเคยวิ่งแบบนี้มาแล้ว แต่แค่เว้นระยะไว้ช่วงเวลานึงเท่านั้นสำหรับเคสนี้ก็ควรจะซ้อมให้ได้ 80% ของระยะเช่นเดียวกันค่ะก่อนถึงวันแข่งสัก 4-5 วัน พอค่ะ แล้วพัก

นักวิ่ง

  1. ไม่พร้อมเพราะ ไปเวทมา :

ถ้าใครออกกำลังกายด้วยวิธีอื่นควบคู่กันไปด้วย เช่น การเวท เพื่อ สร้างกล้ามเนื้อ เป็นต้น การออกกำลังกายด้วยการเวทเป็นการใช้กล้ามเนื้ออย่างหนัก ทำให้เกิดความล้าตามมาได้ ดังนั้น หากรู้ว่าต้องมีการซ้อมวิ่ง หรือลงสนามจริงแล้ว ควรจะมีการพักกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2-3 วัน ก่อนการซ้อม หรือการลงสนามจริง เพื่อให้กล้ามเนื้อมันได้ Recovery ก่อน หากไม่พักแล้วอาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บ และล้าได้นะคะ

สรุปว่า..
เราถามตัวเราเองก่อนว่าจริงจังกับงานวิ่งแค่ไหน เล่นๆ หรืออยากเอาชนะตัวเอง ตั้งเป้าไว้ก่อนนะคะ แล้วค่อยลงมือทำท้ายที่สุดเราจะได้ไม่ต้องมามีข้ออ้างว่า งานนี้ไม่โอเคเลยเพราะโน้นนี่นั่น จริงๆ แล้วมันเกิดขึ้นจากการเตรียมตัวทั้งหมด

📌ทุกอย่างเขียนมาจากประสบการณ์ตรงทั้งหมด อะไรที่ผิดแก้ไขไป อะไรที่ถูกแล้วก็ทำต่อไป อยากให้ทุกคนทำความสำเร็จที่ตั้งเป้าไว้นะคะ เอาใจช่วยค่ะ  🤗

Oily

ชื่อ: ออยล์ หรือ ออยล์ลี่ (ก็ได้ค่ะ) ประสบการณ์: เวทมา 3 ปี วิ่งมา 3 ปีกว่า ความตั้งใจ: แบ่งปันความรู้เรื่องวิ่งสำหรับผู้ที่มีความตั้งใจอยากวิ่ง อยากจะสุขภาพดี แบบบ้านๆ ความสุข: เห็นรอยยิ้ม มิตรภาพใหม่ๆ ระหว่างทางวิ่ง ท้าวความกันก่อน... 😇จากเดิมสมัย 8-9 ปีที่แล้ว ทำงานประจำ เครียดกับการทำงานมาก เพราะเป็นคนมีความตั้งใจทำงานสูง ไม่ดีไม่ได้ ไม่ได้ก็ต้องเอาให้ได้ เลยเกิดความกดดันในการ ทำงานพอสมควร เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคในตัวอย่างดีเป็นคนอ่อนแอ มีโรคประจำตัวหลายอย่าง เช่น โรคกระเพาะอาหาร ทางเดินอาหารอักเสบ ลำไส้อักเสบ กรดไหลย้อน และภูมิแพ้ บางทีก็น้ำในหูไม่เท่ากัน เป็นลมบ่อยๆ เวลาเครียดทุกๆ ครั้ง นอนไม่หลับ กินไม่ได้ปกตินอนโรงพยาบาลปีละ 7-8 ครั้ง ไม่รวมไปหาหมอแบบ OPD แทบจะเดือนละครั้งเลยก็ว่าได้ 😢 🙄มาวันนึงนอนที่รพ.นนทเวช ได้ 3 คืนแล้ว วันที่ออกจากรพ. ก็เลยตัดสินใจเดินเข้า Fitness First ที่เดอะมอลล์งามวงศ์วานทันที พร้อมกับสมัครสมาชิกเลย บอกพนง. ว่าพี่ขอออกกำลังกายอะไรก็ได้เดี๋ยวนี้เลยค่ะ พี่ไม่ไหวกับอาการป่วยของพี่แล้ว 😚✌🏻 😎หลังจากนั้นก็ตั้งเป้าว่าจะมีสุขภาพที่ดีขึ้น อยากหุ่นดีมี sixpack เฟิร์มมากขึ้น หลังจากนั้น 1 ปี ผ่านไปsixpack ก็มา ป่วยน้อยลงทันตาเห็น แต่หมดความท้าทาย ไปแล้วไง มีพี่ที่สนิทวิ่งอยู่แล้วก็ชวนออกมาวิ่งที่สวนก็เลยนึกขึ้นได้ว่า บ้านเรามีสวนรถไฟอยู่แล้วนิ ก็เริ่มเลย 🏃🏻‍♀️วันแรกที่ไปวิ่งที่สวนรถไฟ (1รอบ = 2.5k) วิ่งได้ 1 รอบก็เหนื่อยมากๆ แล้วไม่หมดความท้อใจ วิ่งวันต่อไปได้ 2 รอบแล้ว วิ่งต่อไป 3, 4 รอบแล้ว จนในที่สุดเราวิ่งได้ 10k แล้ว ดีใจมากๆ ทุกๆ ครั้งที่ออกมาวิ่งจะมีแรงผลักทำให้ตื่นแต่เช้า เลือกชุดที่ชอบ ฟังเพลงที่ใช่ เพลินไปกับบรรยากาศของสวนรถไฟ ประกอบกับได้พบปะกับพวกพี่ๆ น้องๆ อาๆ ที่สวน (แก๊งซอยกลาง) จนทุกวันนี้พี่ๆ เค้าได้เห็นพัฒนาการของออยล์เรื่อยๆ จากวิ่งมินิไปฮาล์ฟ ไปฟูล และไปอัลตร้า ประกอบกับหาวิธีทาง ที่จะทำให้ตัวเองแข็งแรงมากขึ้นไปเรื่อยๆ สามารถเจอได้ทุกๆ สนาม สามารถทำเวลา และผ่านได้ทุกสนาม 😇จนมาวันนี้ ได้พบกับคำว่า "ความสุข" คืออะไรในชีวิตตั้งแต่วิ่งมาเปลี่ยนทั้งร่างกายตัวเองที่แข็งแรงขึ้น ไม่มีการเจ็บป่วยเลยแม้แต่น้อย เปลี่ยนทั้งจิตใจ ความคิด เป็นแรงบวก มองโลกในแง่ดี จากคุณหนูเปลี่ยนเป็นคนง่ายๆ จากคนขี้กลัวเปลี่ยนเป็นคนกล้าทุกๆ อย่าง 🌈ทุกๆ อย่างเกิดมาจากความอดทน พยายาม และวินัยด้วยที่ตัวเองเป็นคนชอบเอาชนะตัวเองแล้ว ข้อดีของมันคือ จะทำให้เราไปจุดมุ่งหมายที่เราตั้งไว้...
arrow
%d bloggers like this: