Trending Now

เราไม่พร้อม หรือซ้อมไม่พอ

นักวิ่งหลายคนเตรียมความพร้อม เตรียมการซ้อมการวิ่งก่อนการลงสนามจริง ถามว่าดีหรือยัง เราอาจจะต้องประเมินตัวเองก่อนว่า เรามีความพร้อมแค่ไหน ขาดอะไรไปไหม ก่อนที่จะไปงานแข่งลงวิ่ง เราจะต้องดูเรื่องของการลงงาน เราต้องรู้วันและเวลาที่เราจะไป และ Backward ว่าเราจะใช้เวลาเท่าไหร่ ในการซ้อมในแต่ละสัปดาห์ กะประมาณให้ดี มิฉะนั้น จะท่าดีทีเหลวได้
แต่ก็ขึ้นอยู่กับความจิงจังของแต่ละคนแหละ ว่าจะจิงจังกับ งานวิ่งแค่ไหน บางคนบอกว่าอยากไปแค่ลองสนามก็โอเค DNF
ไม่เป็นไรนะ บางคนบอกว่า ไม่ได้งานนี้ต้องทำเวลาดี ดังนั้นก็ต้องซ้อมให้ดี และเตรียมตัวให้พร้อม

สาเหตุหลายประการที่เราคิดว่าเราพร้อมแล้ว พอไปถึงแล้วไม่พร้อม หรือวิ่งไม่ได้ก็มีหลายปัจจัย

1. ไม่พร้อมเพราะ นอนไม่พอ :

จริงๆ แล้วการลงงานวิ่งเรื่องนอนสำคัญมากนะคะ เพราะว่าร่างกายของเราจะ Recover ได้ดีต้องนอนให้พอค่ะ ก่อนวิ่งต้องนอนอย่างน้อย 7-8 ชม. จริง ๆ พอถึงเวลาเรามันจะมีข้ออ้างเสมอว่า เมื่อคืนทำงานว่ะ เลยนอนน้อย (อันนี้ก็อ้างไม่ได้นะคะ เพราะว่าเราก็รู้ว่าพรุ่งนี้ต้องแข่งแล้ว)  อยากจะบอกว่า มีคนนอนน้อย แล้วมาลงแข่งตายมาหลายเคส และช็อตมาแล้วหลายคน บางคนอาจจะเป็นทันที บางคนสะสม จะเป็นวันไหนก็ไม่รู้ เพราะเวลาการนอนหลับสั้น (น้อยกว่า 5 หรือ 5-6 ชั่วโมง) เพิ่มความเสี่ยงต่อความดัน โลหิตสูงขึ้น 350% – 500% เมื่อเทียบกับผู้ที่หลับนานกว่า 6 ชั่วโมง/คืน คนหนุ่มสาว (25-49 ปี) มีความเสี่ยงเป็น สองเท่า ที่จะมีความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูงหากพวกเขานอนหลับน้อย

2. ไม่พร้อมเพราะ กินไม่พอ :

ขุมพลังในการวิ่งคือเรื่องโภชนาการที่ดี อย่างที่เค้าว่า “เรื่องกินเรื่องใหญ่” เวลาวิ่งเราใช้พลังงานหมดไปทุกๆ วินาที พลังงานที่ใช้ก็ยิ่งน้อยลงไป มันจะทำให้ไม่มีแรงวิ่งที่เราบอกว่า “วิ่งอืดๆ” นั่นล่ะค่ะ เราไม่มีพลังงานเพียงพอต่อกำลัง และระยะทางที่เราจะต้องใช้ ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆจะทำให้ร่างกายผอมซูบ และกล้ามเนื้อจะถูกออกไปใช้จนหมด ดังนั้น นักวิ่งจึงควรมีการวางแผนการรับประทานอาหารเป็นขั้นตอน ช่วงก่อน ระหว่างและหลังการแข่งขันเพื่อให้ร่างกายฟิตสมบูรณ์ที่สุด มีความทนทานและสามารถวิ่งด้วยสมรรถภาพที่ดีไปตลอดการแข่งขัน

3. ไม่พร้อมเพราะ มีอาการบาดเจ็บ :

นักวิ่งหลายๆ คนวิ่งผ่านมาแล้วหลายสนาม ซ้อมมาแล้วหลายครั้ง บางคนมีอาการบาดเจ็บอยู่ แต่นักวิ่งบางทุกคนมักจะวิ่งต่อ ซ้อมต่อเพราะ “ดื้อ” ทั้งที่อยู่ในสภาวะการเจ็บ อาการบาดเจ็บมีหลายระดับ หากว่าเจ็บเบื้องต้น สามารถหายได้เองได้ โดยการพักต่อเนื่อง 1-2 สัปดาห์ แต่หากว่า มีระดับเรื้อรังมาบ้างแล้ว ก็ควรจะต้องมีการพักต่อเนื่องนาน 3-4 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแพทย์ด้วย ในขณะเดียวกัน หากนักวิ่งยังดันทุรังออกไปวิ่ง หรือซ้อมก็ตามในขณะที่ยังมีอาการบาดเจ็บอยู่นั้น จะยิ่งทำให้ประสิทธิภาพในการวิ่งลดลง หนำซ้ำจะทำให้อาการบาดเจ็บนั้นแย่หนักลงกว่าเดิมด้วย เพราะอาการบาดเจ็บในแต่ละคน ในแต่ละระดับมีความแตกต่างกัน ดังนั้น ควรจะให้แพทย์เฉพาะเชี่ยวชาญในการดูและรักษาดีกว่า เหมือนอย่างที่ใครหลายคนว่า พักตอนนี้ดีกว่าจะเป็นเรื้อรังและต้องพักอีกนานด้วย

4. ไม่พร้อมเพราะ ซ้อมไม่พอ :

จากประสบการณ์ตรงเลยค่ะขอแบ่งเป็น 2 แบบคือ สำหรับไม่เคยลงระยะนั้น และสำหรับเคยลงระยะนั้นแล้ว แต่มาลงซ้ำอีก
ตามหลักแล้วการซ้อมให้ถึง หรือให้พอ ต้องซ้อมให้ถึงระยะ80% ของระยะทั้งหมด ที่ลงแข่ง เช่น ลง 10k ซ้อมให้ถึง 8k,
ลง 21K ซ้อมให้ถึง 18k, ลง 42k ซ้อม 35k เป็นต้นที่บอกซ้อมให้ถึงนั่นหมายถึงว่า คุณต้องซ้อมให้ถึงระดับนั้นจนชินแล้ว และไม่เหนื่อยจนเกินไป ซึ่งอีก 20% ที่เหลือคุณไปดันเอาวันแข่งกันได้แล้ว และที่สำคัญไม่ควรแข่งเพซ ควรจะเฉลี่ยเพซทั้งหมดระยะให้พอๆ กันจะได้ไม่เหนื่อยจนเกินไปด้วย จากประสบการณ์ออยล์วันที่ลง 21k เป็นครั้งแรก วิ่ง 18kเหนื่อยแทบขาดใจ แต่พอวิ่งซ้อม 18k อยู่สัก 3 ครั้งก็ลองวิ่ง21k เลยก็ทำได้ และตอนลง 42k ครั้งแรก ก็ซ้อมให้ถึง 35kสัก 2 ครั้ง ก็เอาอยู่ แต่ในครั้งๆ ที่เราระยะนั้นๆ ไม่ให้เราตั้งเป้าต่ำๆ เพื่อเป็นแรงกระตุ้นเราไว้ก่อนว่าเอาพอจบ ทัน cutoff พอส่วนว่าเราจะทำได้ดีมากกว่านั้น ก็ขึ้นอยู่กับการซ้อม และความสามารถของแต่ละคนแล้วค่ะ แต่สำคัญ เราควรจะมีเป้าหมายเป็นระยะเวลาที่ชัดเจนนะคะ แต่สำหรับคนที่เคยลงระยะนั้นๆ มาพักนึงแล้ว และต้องการซ้อมอีกครั้ง อันนี้ง่ายหน่อยค่ะ เพราะว่ากล้ามเนื้อมันรู้แล้วว่าฉันเคยวิ่งแบบนี้มาแล้ว แต่แค่เว้นระยะไว้ช่วงเวลานึงเท่านั้นสำหรับเคสนี้ก็ควรจะซ้อมให้ได้ 80% ของระยะเช่นเดียวกันค่ะก่อนถึงวันแข่งสัก 4-5 วัน พอค่ะ แล้วพัก

5. ไม่พร้อมเพราะ ไปเวทมา :

การเวทเทรนนิ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ และบริหารเส้นเอ็นให้แข็งแรงอยู่เสมอ ซึ่งการเวทเทรนนิ่งนั้น จะต้องใช้กล้ามเนื้ออย่างหนักในการบริหาร อาจจะเกิดการล้า และเมื้อยได้ โดยการเวทเทรนนิ่งไปแล้วนั้น ตามหลักควรจะหยุดพักให้กล้ามเนื้อคลายตัวสัก 1-2 วันก่อนการออกกำลังกายชนิดอื่นๆ ต่อไป แต่หากว่าวันรุ่งขึ้นดันทุรังไปวิ่งต่อ จะทำให้กล้ามเนื้อตึง ล้า และเกิดการบาดเจ็บในที่สุด ดังนั้น หากใครต้องการวิ่ง หรือซ้อมวิ่ง ควรจะงดการเวทเทรนนิ่งอย่างน้อย 1-2 วันเป็นอย่างต่ำนะคะ

 

สรุปว่า..
เราถามตัวเราเองก่อนว่าจริงจังกับงานวิ่งแค่ไหน เล่นๆ หรืออยากเอาชนะตัวเอง ตั้งเป้าไว้ก่อนนะคะ แล้วค่อยลงมือทำ
ท้ายที่สุดเราจะได้ไม่ต้องมามีข้ออ้างว่า งานนี้ไม่โอเคเลยเพราะโน้นนี่นั่น จริงๆ แล้วมันเกิดขึ้นจากการเตรียมตัวทั้งหมด
ทุกอย่างเขียนมาจากประสบการณ์ตรงทั้งหมด อะไรที่ผิดแก้ไขไป อะไรที่ถูกแล้วก็ทำต่อไป อยากให้ทุกคนทำความ
สำเร็จที่ตั้งเป้าไว้นะคะ เอาใจช่วยค่ะ

Oily

ชื่อ: ออยล์ หรือ ออยล์ลี่ (ก็ได้ค่ะ) ประสบการณ์: เวทมา 3 ปี วิ่งมา 3 ปีกว่า ความตั้งใจ: แบ่งปันความรู้เรื่องวิ่งสำหรับผู้ที่มีความตั้งใจอยากวิ่ง อยากจะสุขภาพดี แบบบ้านๆ ความสุข: เห็นรอยยิ้ม มิตรภาพใหม่ๆ ระหว่างทางวิ่ง ท้าวความกันก่อน... 😇จากเดิมสมัย 8-9 ปีที่แล้ว ทำงานประจำ เครียดกับการทำงานมาก เพราะเป็นคนมีความตั้งใจทำงานสูง ไม่ดีไม่ได้ ไม่ได้ก็ต้องเอาให้ได้ เลยเกิดความกดดันในการ ทำงานพอสมควร เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคในตัวอย่างดีเป็นคนอ่อนแอ มีโรคประจำตัวหลายอย่าง เช่น โรคกระเพาะอาหาร ทางเดินอาหารอักเสบ ลำไส้อักเสบ กรดไหลย้อน และภูมิแพ้ บางทีก็น้ำในหูไม่เท่ากัน เป็นลมบ่อยๆ เวลาเครียดทุกๆ ครั้ง นอนไม่หลับ กินไม่ได้ปกตินอนโรงพยาบาลปีละ 7-8 ครั้ง ไม่รวมไปหาหมอแบบ OPD แทบจะเดือนละครั้งเลยก็ว่าได้ 😢 🙄มาวันนึงนอนที่รพ.นนทเวช ได้ 3 คืนแล้ว วันที่ออกจากรพ. ก็เลยตัดสินใจเดินเข้า Fitness First ที่เดอะมอลล์งามวงศ์วานทันที พร้อมกับสมัครสมาชิกเลย บอกพนง. ว่าพี่ขอออกกำลังกายอะไรก็ได้เดี๋ยวนี้เลยค่ะ พี่ไม่ไหวกับอาการป่วยของพี่แล้ว 😚✌🏻 😎หลังจากนั้นก็ตั้งเป้าว่าจะมีสุขภาพที่ดีขึ้น อยากหุ่นดีมี sixpack เฟิร์มมากขึ้น หลังจากนั้น 1 ปี ผ่านไปsixpack ก็มา ป่วยน้อยลงทันตาเห็น แต่หมดความท้าทาย ไปแล้วไง มีพี่ที่สนิทวิ่งอยู่แล้วก็ชวนออกมาวิ่งที่สวนก็เลยนึกขึ้นได้ว่า บ้านเรามีสวนรถไฟอยู่แล้วนิ ก็เริ่มเลย 🏃🏻‍♀️วันแรกที่ไปวิ่งที่สวนรถไฟ (1รอบ = 2.5k) วิ่งได้ 1 รอบก็เหนื่อยมากๆ แล้วไม่หมดความท้อใจ วิ่งวันต่อไปได้ 2 รอบแล้ว วิ่งต่อไป 3, 4 รอบแล้ว จนในที่สุดเราวิ่งได้ 10k แล้ว ดีใจมากๆ ทุกๆ ครั้งที่ออกมาวิ่งจะมีแรงผลักทำให้ตื่นแต่เช้า เลือกชุดที่ชอบ ฟังเพลงที่ใช่ เพลินไปกับบรรยากาศของสวนรถไฟ ประกอบกับได้พบปะกับพวกพี่ๆ น้องๆ อาๆ ที่สวน (แก๊งซอยกลาง) จนทุกวันนี้พี่ๆ เค้าได้เห็นพัฒนาการของออยล์เรื่อยๆ จากวิ่งมินิไปฮาล์ฟ ไปฟูล และไปอัลตร้า ประกอบกับหาวิธีทาง ที่จะทำให้ตัวเองแข็งแรงมากขึ้นไปเรื่อยๆ สามารถเจอได้ทุกๆ สนาม สามารถทำเวลา และผ่านได้ทุกสนาม 😇จนมาวันนี้ ได้พบกับคำว่า "ความสุข" คืออะไรในชีวิตตั้งแต่วิ่งมาเปลี่ยนทั้งร่างกายตัวเองที่แข็งแรงขึ้น ไม่มีการเจ็บป่วยเลยแม้แต่น้อย เปลี่ยนทั้งจิตใจ ความคิด เป็นแรงบวก มองโลกในแง่ดี จากคุณหนูเปลี่ยนเป็นคนง่ายๆ จากคนขี้กลัวเปลี่ยนเป็นคนกล้าทุกๆ อย่าง 🌈ทุกๆ อย่างเกิดมาจากความอดทน พยายาม และวินัยด้วยที่ตัวเองเป็นคนชอบเอาชนะตัวเองแล้ว ข้อดีของมันคือ จะทำให้เราไปจุดมุ่งหมายที่เราตั้งไว้...
arrow
%d bloggers like this: