เริ่มต้นธุรกิจ STARTUP อย่างไร ให้ UP

การเริ่มต้นธุรกิจซึ่งในปัจจุบันหลายธุรกิจเรียกตัวเองว่า STARTUP ซึ่งSteve Blank  ผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่ง STARTUP ให้คำนิยามไว้ว่าหมายถึง “กิจการที่ตั้งขึ้นเพื่อค้นหาโมเดลธุรกิจ (business model) ที่ทำซ้ำได้ (repeatable)และขยายตัวได้(scalable)”ธุรกิจที่เริ่มต้นใหม่ที่มีแนวคิดใหม่โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีช่วยและคาดหวังการเติบโตแบบก้าวกระโดด ทว่าจากสถิติกลับพบว่าธุรกิจ STARTUPมีถึง 90% จบลงด้วยความล้มเหลว มี 10% เท่านั้นที่อยู่รอด และมีเพียง 3% ที่เติบโตสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลกแต่ถึงกระนั้นก็ตาม คนที่มีใจอยากเป็นผู้ประกอบการก็กระโดดเข้าสู่สนามธุรกิจ STARTUPกันเป็นแถว จึงอยากจะแนะนำการเริ่มต้นธุรกิจSTARTUPให้มีโอกาสประสบความสำเร็จสมหวังดังตั้งใจ

ก่อนอื่นเจ้าของผู้กิจ STARTUP ต้องถามตัวเองให้ชัดเจนก่อนว่า “คุณมีแรงบันดาลใจอะไรในการเริ่มต้นธุรกิจที่กำลังบุกเบิกอยู่” ซึ่งคำตอบควรจะไม่ใช่เพียงว่า “เห็นคนอื่นทำแล้วรวยเลยอยากลองทำบ้าง ไม่ได้ชื่นชอบอะไรหรอก”หากเป็นเช่นนี้ก็จบตั้งแต่เริ่มแล้ว เพราะการประกอบธุรกิจต้องทุ่มเทเวลาและความพยายามมากมายในการหาความรู้ ประสบการณ์ตรง การลงมืออย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ การพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งหากไม่มีแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่เพียงพอเมื่อพบเจอปัญหาอุปสรรคสักพักใหญ่ก็จะมีอาการเบื่อหน่าย เหนื่อยล้าถอดใจ แต่หากธุรกิจเกิดจากความรักและแรงบันดาลในที่ยิ่งใหญ่เพียงพอ ตอนเริ่มต้นจะไม่กังวลว่าต้องมีกำไรสูงๆเป็นตัวตั้ง แม้ไม่ได้เงินมากนักในช่วงแรก แม้มีแต่ปัญหาอุปสรรค ก็ยังทำต่อไปเพียงเพราะใจมัน “รักที่จะทำ” ธุรกิจจึงมีโอกาสอยู่รอดไปถึงช่วงที่เติบโตได้โดยไม่ล้มหายตายจากไปก่อน

คำถามต่อมาที่ต้องตอบคือ “คุณมีความรู้ ความสามารถ ในธุรกิจที่จะทำมากเพียงใด” เพราะสินค้าหรือบริการจะต้องมีความ“แปลกใหม่ โดดเด่น และ แตกต่าง” จากธุรกิจอื่นๆทั่วๆไปในท้องตลาด จึงมีโอกาสรอดสูง การสร้างสิ่งดังกล่าวนั้นต้องอาศัยความรู้ ความสามารถในระดับที่สูงกว่าปกติทั่วๆไป ไม่ใช่เป็นอะไรที่ “ใครๆก็ทำได้”แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณ “เก่ง”เพียงพอในธุรกิจที่ทำ แนะนำว่าให้พิจารณาจากผลงานที่คุณทำเมื่อนำไปให้เพื่อนๆดู ญาติๆดู หรือกลุ่มเป้าหมายดู แล้วคำตอบส่วนใหญ่เป็นทำนองว่า “ว๊าว” “เจ๋ง” “เยี่ยม” “เธอทำได้ไง มันยอดมาก” เป็นทางหนึ่งในการได้รับการยอมรับจากผู้คนที่อยู่แวดล้อมหรือกลุ่มเป้าหมายในเบื้องต้น

เรื่องต่อมาที่ต้องตอบให้ชัดเจน คือ “ใครคือลูกค้าของธุรกิจคุณ” ซึ่งคำตอบต้องชัดเจนมากจนถึงกับนึกหน้าออกว่าเป็นประมาณเพื่อนคนไหน เพศใด รูปร่าง หน้าตา อายุ ความชอบ หรือบุคลิกภาพอย่างไร การใช้ชีวิตแบบใด แล้วคนกลุ่มนี้มีมากน้อยเพียงใด รายได้เท่าไหร่ อยู่ที่ไหน เข้าถึงได้อย่างไร แล้วทำไมต้องสนใจใช้สินค้าหรือบริการของคุณ สินค้าหรือบริการของคุณพิเศษกว่าคู่แข่งตรงไหน ราคาสมเหตุสมผลอย่างไร โดยรวมๆแล้วเรียกได้ว่า “เป็นที่ต้องการของตลาดหรือไม่อย่างไร”

ถ้าคุณสามารถตอบคำถามทั้งสามข้อข้างต้นได้อย่างชัดเจนเป็นอย่างยิ่งแล้วละก็ โอกาสในการอยู่รอดของธุรกิจก็จะสูงขึ้นมากดั่งคำกล่าวที่ว่า “เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง”

การ “เริ่มต้น”ได้ดีนั้นสำคัญ แต่การ “ไปต่อ”ให้รุ่งนั้นสำคัญยิ่งกว่า ธุรกิจของคุณที่เลือกมาอย่างดีจากแนวทางข้างต้นนั้นจะ เติบโตต่อไปได้มากน้อยเพียงใดนั้น ยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่

  1. แผนธุรกิจและแผนสำรองฉุกเฉินที่เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นเรื่องที่สำคัญมากในการประกอบธุรกิจโดยทีมงานสามารถเข้าใจและทำตามแผนงานได้ แผนธุรกิจเป็นเหมือนแผนที่ที่จะนำพาทิศทางธุรกิจ ส่วนแผนสำรองฉุกเฉินจะเป็นแนวทางแก้ปัญหาเมื่อแผนหลักไม่ได้ผล หรือ ธุรกิจไม่เป็นไปตามแผนหลักที่วางไว้ อย่างน้อยก็มีทางหนีทีไล่ ไม่ให้ต้องประสบปัญหาที่คาดไม่ถึงอย่างหมดทางแก้ไข
  2. เงินทุนหากเงินทุนจำกัด อาจต้องกู้เงิน หรือ หาผู้ร่วมลงทุน เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นจนพ้นช่วง“เริ่มต้น”ซึ่งยังไม่มีใครรู้จัก ลูกค้ายังมีน้อย เข้าสู่ธุรกิจช่วง “เติบโต”ทำรายได้มากขึ้น ทำกำไรมากขึ้น จนสามารถเลี้ยงธุรกิจเองได้
  3. ทีมงานที่ดีการขยายตัวของธุรกิจส่วนใหญ่ต้องการบุคลากรเพิ่มขึ้น ต้องการคนเก่ง คนดี เข้ามาเสริมกำลัง โดยต้องสามารถเข้ากันได้กับทีมงานเดิมที่มีอยู่ ซึ่งธุรกิจ STARTUPมักประสบปัญหาดังกล่าวเพราะเจ้าของขาดทักษะในการบริหารคน หรือหาคนที่มีคุณสมบัติพิเศษตามที่ต้องการไม่ได้ เจ้าของกิจการจึงควรต้องมองหาคนและพัฒนาคนอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับธุรกิจที่กำลังเติบโต
  4. เทคโนโลยีที่ดีและเหมาะสมเนื่องจากเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการต้องศึกษาเพื่อหาเทคโนโลยีใหม่ๆมาช่วยการทำงานให้สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยคำนึงถึงอายุการใช้งาน และความคุ้มค่าด้วย

หากธุรกิจSTARTUPทั้งหลายดำเนินการตามคำแนะนำเบื้องต้นที่กล่าวมาทั้งหมดอย่างละเอียดรอบคอบ เชื่อว่าโอกาสที่คุณจะอยู่รอดและประสบความสำเร็จในธุรกิจก็จะสูงมากขึ้นสิ่งที่สำคัญคือเจ้าของธุรกิจจะต้องใส่ใจทุกรายละเอียด มีวินัย มุ่งมั่นลงมืออย่างต่อเนื่อง อย่าเพิ่งรีบสบายโดยปล่อยให้พนักงานทำกันเอง แต่ต้องคอยควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด เมื่อประสบปัญหาอุปสรรคใดๆอย่ายอมแพ้ คอยปรับปรุงพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งธุรกิจของคุณ “UP” เข้าสู่ช่วงเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

 

อ้างอิง:

1โครงการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมรายใหม่ มศก.Source: http://www.startup.su.ac.th/?p=84(28 Aug’2018)

2Startup จะรอดกี่เปอร์เซ็นต์,ไทยรัฐ, Source: https://www.thairath.co.th/content/613825 (28 Aug’2018)

 

โดย วศ.ทค.มงคล ตันติสุขุมาล

arrow
%d bloggers like this: