แอร์รถยนต์ ล้างบ่อยแค่ไหนถึงจะดี?

แอร์รถยนต์ คือส่วนสำคัญมีหน้าที่คอยควบคุมอุณหภูมิและการหมุนเวียนของอากาศภายในรถให้ถ่ายเทได้ดี ซึ่งควรหมั่นดูแลทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอเพื่อขจัดสิ่งสกปรกต่างๆ ออกไปเพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดการหมักหมมและสะสมที่แผงคอยล์เย็น และก่อให้เกิดความอับชื้นกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคอย่างดีและแน่นอนว่าย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพตามมาได้ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดความสกปรกในระบบแอร์ ก็คือ

แอร์รถยนต์

  • ฝุ่นละอองที่เข้ามาภายในรถ จากตอนที่เราเปิดประตู เปิดกระจก ฝุ่นละอองจากรองเท้า สิ่งของต่างๆ ที่อยู่ในรถ ซึ่งสะสมอยู่ตามจุดต่างๆ และอาจเข้าไปสู่ระบบแอร์ โดยเฉพาะเบาผ้าที่ดักฝุ่นไว้ภายในตัวรถ
  • น้ำหอมระเหยทุกชนิด เมื่อกลิ่นระเหยแล้วย่อมถูกพัดลมดูดกลับเข้าไปในระบบแอร์อยู่ดี และน้ำหอมมักมีส่วนผสมของสารสังเคราะห์ จึงทำให้เมื่อจับตัวกับฝุ่นที่ติดค้างในคอยล์เย็นกลายเป็นเมือกเหนียวเกาะที่ตู้แอร์ ยิ่งสกปรกยิ่งมีกลิ่นเหม็นอับออกมา
  • กลิ่นจากอาหารที่เรานำขึ้นไปทานบนรถ รวมถึงน้องหมาน้องแมวที่เราชอบพาไปไหนมาไหนด้วยกัน
  • กลิ่นจากอุปกรณ์ตกแต่งภายในรถ เช่น ผ้ายางปูพื้นที่มักมีกลิ่นยางอ่อนติดมาด้วย, กลิ่นเบาะหนัง, กลิ่นกาวที่ใช้ในการประกอบชิ้นส่วนภายในรถยนต์ต่างๆ, การล้างทำความสะอาดภายในโดยใช้น้ำยากลิ่นต่างๆ เคลือบเบาะ พรมและผ้ายางปูพื้น แม้กระทั่งกลิ่นของอาหารที่นำเข้ามาในรถ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยในการก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นอับด้วย

เมื่อเรารู้ถึงผลเสียจากการละเลยการทำความสะอาดแอรืรถยนตืกันแล้ว วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับการล้างแอร์รถยนต์มาฝากกันค่ะ

แอร์รถยนต์

1.ล้างแอร์รถยนต์แบบถอดตู้แอร์

การล้างตู้แอร์รถยนต์แบบถอดตู้แอร์ ช่างต้องทำการรื้อตู้แอร์ออก เพื่อเอาแผงคอยล์เย็นและแผงคอยล์ร้อนออกมาล้างสิ่งสกปรกข้างนอก แล้วต้องทำการแวคคั่มและเติมน้ำยาแอร์ใหม่ เพราะตอนถอดก็ต้องปล่อยน้ำยาทิ้งให้หมดและการถอดชิ้นส่วนของระบบแอร์ก็รวมถึงการถอดท่อทางเดินต่างๆ หากไม่มีความชำนาญมากพออาจทำให้เกิดความชื้นเข้าไปอยู่ในระบบจากการถอดตู้แอร์

ข้อดีของการล้างแอร์รถยนต์แบบนี้ คือ ทำความสะอาดได้ทุกส่วน และยังสามารถตรวจสอบและประเมินอายุการใช้งานของแอร์รถยนต์ได้อีกด้วย

แต่ข้อเสียก็มีไม่น้อยเช่นกัน เพราะต้องรื้อคอนโซลแอร์ออกทั้งหมดหากทำไม่ระมัดระวังอาจะเกิดร่องรอยบนคอนโซล ทำให้ใช้งานไปนานๆ อาจมีเสียงดังเกิดขึ้นบริเวณคอนโซลได้ ทั้งยังมีค่าใช้จ่ายสูง ใช้เวลานาน และถ้าหากว่า เราไปเจอร้านที่ไม่ได้มาตรฐานการให้บริการ อาจจะเจอช่างแอร์ที่ใช้ผงซักฟอกกับโซดาไฟในการล้างแอร์รถยนต์ ซึ่งเมื่อทำเสร็จเราจะได้กลิ่นผงซักฟอก และโซดาไฟอาจกัดกร่อนแผงคอยล์ร้อนและแผงคอยล์เย็นจนเสียหายได้ อีกทั้งยังไม่ปลอดภัยหากสูดกลิ่นเหล่านั้นเข้าไป อาจระคายเคืองระบบหายใจได้

 

2.การล้างแบบไม่ถอดตู้แอร์

การล้างแบบไม่ถอดตู้ หรือล้างแบบส่องกล้อง เหมาะกับรถใหม่ หรือรถที่ล้างแอร์เป็นประจำ ซึ่งวิธีล้างแบบนี้มักใช้เครื่องมือพิเศษสำหรับล้างแอร์โดยเฉพาะ เรียกว่าเครื่องล้างตู้แอร์

การล้างแอร์รถยนต์แบบนี้มีข้อดีคือ ไม่ต้องรื้อคอนโซลรถยนต์ ทำความสะอาดได้รวดเร็วไม่ต้องรอนาน ไม่ต้องกลัวระบบแอร์จะมีปัญหาหลังจากล้างเสร็จแล้วและมีราคาถูกกว่าแบบที่ต้องถอดตู้แอร์

แต่ข้อเสียคือถ้าแอร์รถยนต์สกปรกมาก การล้างแอร์รถยนต์แบบนี้จะล้างได้ไม่สะอาดเท่าที่ควร

 

ส่วนการป้องกันให้ใช้แอร์ได้นานไม่ต้องล้างบ่อยๆ เพียงแค่หมั่นนำพรมออกมาเคาะฝุ่นออก เพราะพัดลมแอร์อยู่ใกล้กับพรมรองเท้า หากไม่นำพรมมาเคาะฝุ่นออก ฝุ่นละอองก็จะสะสมไว้ และถูกดูดเข้าไปเรื่อยๆ ทำให้ตู้แอร์ตันเร็ว ดังนั้นควรหมั่นดูแลเรื่องฝุ่นละอองภายในรถยนต์และหมั่นดูแลทำความสะอาดแอร์รถยนต์อย่างสม่ำเสมอเพื่อสุขภาพที่ของคุณเอง

cr. รูปภาพ pixabay

arrow
%d bloggers like this: