Trending Now

โซเชียลมีเดีย สาเหตุใหม่ของโรคซึมเศร้าที่คุณควรรู้

เมื่อ โซเชียลมีเดีย เครื่องมือทางการสื่อสารสุดฮอตกลายเป็นสาเหตุของความผิดปกติทางอารมณ์ที่พบมากที่สุดในยุคปัจจุบัน เราจะหาทางป้องกันมันได้อย่างไร มาหาคำตอบกัน

ทำไมทุกคนถึงมีชีวิตที่ดีกว่าเราหมดเลยนะ?”

คุณเป็นอีกหนึ่งคนที่เคยคิดอย่างนี้ระหว่างที่ดูเฟซบุ๊ก อ่านทวิตเตอร์ หรือดูภาพของคนอื่นๆในอินสตาแกรมใช่ไหม? เราพบเจอกับภาพชีวิตที่สวยงามของคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพพวกเขาประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน กำลังท่องเที่ยวต่างแดนอย่างมีความสุขในรีสอร์ทสุดหรูหรือแฮ้ปปี้กับคนรักที่ดูเหมาะสมกันเหลือเกิน แต่เมื่อหันกลับมามองตัวเราในวันนี้ ทำไมเราถึงยังไม่ประสบความสำเร็จแบบเขาบ้างนะ พลันเราก็รู้สึกแย่กับชีวิตของตัวเองขึ้นมาทันที

นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยทางสังคมศาสตร์รู้ถึงผลกระทบของโซเชียลมีเดียในทางลบต่อคนยุคนี้มานานหลายปี จึงทำให้เกิดงานวิจัยใหม่ๆขึ้นมามากมายเพื่อหาต้นตอว่าทำไมโซเชียลมีเดียจึงทำให้เกิดความรู้สึกลบต่อตนเอง ที่ไม่ได้มีเพียงแค่อาการซึมเศร้า แต่ยังทำให้เกิด low self esteem หรือการมองตัวเองในแง่ลบ ขาดความมั่นใจ แม้กระทั่งทำให้เกิดความอยากได้ซึ่งผลักดันให้ทำในสิ่งที่อาจจะไม่เหมาะสมเพื่อให้ได้สิ่งของที่คนอื่นมีบ้าง ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นอาการที่พบได้มากขึ้นในโลกยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ทและโซเชียลมีเดียเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตประจำวัน

โซเชียลมีเดีย

งานวิจัยพบความเชื่อมโยงระหว่างโรคซึมเศร้าและการใช้โซเชียลมีเดีย

มีงานวิจัยสองชิ้นที่น่าสนใจ งานแรกจาก มหาวิทยาลัย Pittsburgh และมหาวิทยาลัย  West Virginia พบว่า จากผู้เข้าร่วมการทดลองจำนวน 1,200 คน อายุระหว่าง 18-30ปี พบว่า คอนเท้นต์ที่เป็นไปในทางลบ เช่น ข้อความเชิงลบในทวิตเตอร์ หรือข่าวที่ไม่ดีในโซเชียลมีเดียต่างๆ มีผลทำให้ผู้ใช้งานที่พบเห็นคอนเท้นต์เหล่านี้มีความรู้สึกเศร้าอย่างต่อเนื่อง เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคซึมเศร้า

อีกงานวิจัยหนึ่งในสหรัฐอเมริกา จากผู้เข้าร่วมการทดลองจำนวน 1,787 คน อายุระหว่าง 19 ถึง 32 ปี พบว่าระยะเวลาที่คนๆหนึ่งอยู่กับโซเชียลมีเดียต่อวัน มีผลต่อความเสี่ยงในการเป็นโรคซึมเศร้า นั้นก็คือยิ่งเราจมอยู่กับหน้าจอมือถือเพื่อดูโซเชียลมีเดียต่อวันมากเท่าไร เราก็จะยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้นนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังคงไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่า โซเชียลมีเดียเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้าจริงหรือไม่ หรืออาจจะเป็นในทางตรงกันข้าม คือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าอยู่แล้วมีแนวโน้มที่จะใช้เวลาอยู่กับโซเชียลมีเดียมากขึ้นเพราะเชื่อว่าจะช่วยพวกเขารู้สึกเหงาหรือโดดเดี่ยวน้อยลง ทว่าที่แน่ๆ คือการใช้โซเชียลมีเดียที่มากเกินความพอดีนั้นส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของผู้ใช้งาน ซึ่งสามารถพัฒนาต่อเนื่องกลายเป็นภาวะซึมเศร้าและโรคซึมเศร้าได้

สังเกตความเสี่ยงต่อซึมเศร้าจากการใช้โซเชียลมีเดีย

ลองสังเกตตัวเองดูว่าเราตอบว่า“ใช่” กับคำถามต่อไปนี้หรือไม่ หากใช่มากกว่า 2จาก 3 ข้อ เราอาจมีความเสี่ยงต่อการเป็นภาวะซึมเศร้าที่เกิดจากโซเชียลมีเดีย

  • เราอยู่กับโซเชียลมีเดียต่อวันนานเกินไปหรือเปล่า?

ผู้คนยุคนี้หันไปทางไหนก็มีแต่คนก้มลงมองหน้าจอสมาร์ทโฟนของตนเอง แต่ใครบ้างที่เข้าข่าย “เสพติด” การใช้โซเชียลมีเดียจนถึงขั้นมีความเสี่ยง? งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Nottingham Trentกล่าวว่า อาการของผู้ที่เข้าข่ายเสพติดการใช้โซเชียลมีเดีย คือ ใส่ใจต่อกิจกรรมของชีวิตประจำวันน้อยลง รู้สึกหงุดหงิดเมื่อถูกตัดขาดจากโซเชียลมีเดีย ชอบถ่ายภาพ เช็คอิน หรือทำกิจกรรมต่างๆลงบนโซเชียลมีเดียตลอดเวลา จนกระทั่งการใช้เวลาอยู่กับโซเชียลมีเดียนั้นส่งผลกระทบต่อการทำงานหรือการเรียน

  • เราชอบเปรียบเทียบตนเองกับภาพที่เห็นจากโซเชียลมีเดียหรือเปล่า?

งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบผลลัพธ์ที่น่าสนใจว่า การเปรียบเทียบตนเองกับภาพของผู้อื่นที่เห็นบนโซเชียลมีเดียนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบเทียบในเชิงบวก (รู้สึกว่าตนเองดีกว่าผู้อื่น)หรือการเปรียบเทียบเชิงลบ (รู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าผู้อื่น) ล้วนแล้วแต่เป็นความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนทั่วไปมักจะโพสต์เรื่องราวเชิงบวกของตัวเองให้คนอื่นได้รับรู้ จึงเป็นปกติที่เราจะเห็นแต่เรื่องราวดีๆของคนอื่นบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งเมื่อกลับมาเปรียบเทียบกับตนเองจึงทำให้เรารู้สึกด้อยกว่า

  • เราเข้าใจว่า จำนวนเพื่อนในโซเชียลฯ ยอดไลค์ ยอดแชร์ คือคำตอบ

เมื่อโซเชียลมีเดียทำให้เกิดการเปรียบเทียบ หลายคนจึงอาจรู้สึกว่าจำนวนเพื่อน ยอดฟอลโลเวอร์ ยอดไลค์ หรือยอดแชร์ เป็นตัวกำหนดความสุขในชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายคนอาจจะรู้สึกดีใจขึ้นมาชั่วครู่เมื่อเรามียอดฟอลโลว์ถึงเป้าหมายในใจ หรือภาพที่โพสลงอินสตาแกรมมียอดไลค์เป็นจำนวนมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นคือเราจะยิ่งเสพติดการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อรักษายอดเหล่านั้นไว้ ผลเสียที่ตามมาคือหากวันใดเราทำตามที่คิดไว้ไม่ได้ เราอาจเกิดภาวะซึมเศร้าจนกลายเป็นโรคซึมเศร้าที่รุนแรงตามมา

โซเชียลมีเดีย

ใช้โซเชียลมีเดียอย่างไรให้ปลอดภัย

คงจะทำไม่ได้จริงถ้าเราจะบอกให้ทุกคนหยุดใช้ โซเชียลมีเดีย เสียเลย สาระสำคัญจึงอยู่ที่ใช้อย่างไรให้ปลอดภัยต่อสุขภาพจิตตนเอง

  1. ออกจากโซเชียลมีเดียบ้างผู้คนโดยเฉลี่ยใช้งานโซเชียลมีเดียมากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน แต่ระยะเวลาที่เหมาะสมซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำคือวันละ 40 นาที – 1 ชั่วโมงเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นควรเป็นเวลาที่เราทำกิจกรรมอย่างอื่นบ้าง
  2. หางานอดิเรกอื่นๆให้ตัวเองหันเหความสนใจออกจากโซเชียลมีเดียด้วยการหากิจกรรมอย่างอื่นทำบ้าง เช่น ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ วาดภาพ ฯลฯ
  3. อย่าลืมการเข้าสังคมในชีวิตจริงการพบปะพูดคุยกับคนอื่นๆ ในสังคม ช่วยให้เรารู้สึกมีตัวตน ซึ่งสามารถลดอาการซึมเศร้าได้ นอกเหนือจากการไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนๆตามโอกาส เรายังสามารถหากลุ่มเพื่อนใหม่ๆเพื่อสร้างสังคมใหม่ๆได้ เช่นเข้าคลาสออกกำลังกาย หรือเข้าคลาสเรียนงานอดิเรกต่างๆ

 

อย่าลืมว่าโซเชียลมีเดียไม่ได้เป็นภัยร้ายเสียทีเดียว เพราะทุกวันนี้โซเชียลมีเดียทำให้เราเข้าถึงกันมากขึ้น และนำพาความสะดวกสบายต่างๆมาให้ชีวิตเราอย่างมากมาย กุญแจสำคัญของเรื่องนี้จึงอยู่ตรงที่การใช้โซเชียลมีเดียด้วยความพอดี ตระหนักอยู่เสมอว่าเรายังมีชีวิตในด้านอื่นที่สำคัญกว่าชีวิตในโซเชียลมีเดีย และความสัมพันธ์กับบุคคลจริงๆ ที่ไม่ได้อยู่บนหน้าจอนั้นมีความหมายกว่าเสมอ

arrow
%d bloggers like this: