Trending Now

ไป(หาสัตวแพทย์)ที่ชอบที่ชอบ

เมื่อเริ่มเลี้ยง สัตว์เลี้ยง สิ่งต่อมาที่ต้องนึกถึงคือ การมีหมอประจำตัว

เนื่องจากลูกๆสี่ขาไม่สามารถบอกอาการได้เอง ดังนั้นความช่างสังเกตของเจ้าของ และการสื่อสารระหว่างหมอกับเจ้าของจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งรวมถึงทัศนคติที่ดีระหว่างกันด้วย

เมื่อได้พูดคุย ซักถามข้อสงสัยต่างๆ บางครั้งเราอาจถูกชะตากับบางคน แต่กับบางคนไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ ก็คุยกันไม่รู้เรื่อง แม้ว่างานสัตวแพทย์จะจัดเป็นงานบริการประเภทหนึ่ง แต่ขึ้นชื่อว่าคน ย่อมมีความหลากหลาย หมอก็เช่นกัน

หลักการเลือกหมอที่ถูกใจ แนะนำให้เลือกคนที่คุยด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ หรือรู้สึกศรัทธาเป็นเบื้องต้น เพราะหากไม่รู้สึกดีๆต่อกันตั้งแต่วันแรก วันต่อๆไป จะยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความรู้สึกย่อมสื่อถึงกันทั้งสองฝ่าย ยิ่งเมื่อหมดศรัทธาต่อกัน ต่างฝ่ายต่างไม่เข้าใจกัน ผลการรักษาก็มักจะออกมาไม่ดี เรื่องที่น่าจะแก้ไขได้ง่ายกลับยาก เรื่องที่ยากอยู่แล้วยิ่งไปกันใหญ่

ในทางกลับกัน หากมีศรัทธาซึ่งกันและกัน แม้โรคหรือปัญหานั้นจะยากเกินความสามารถของหมอ แต่ก็สามารถหาทางออกที่เหมาะสม ที่ดีที่สุดเพื่อลูกสี่ขาของเราได้ (เช่น อาจจะแนะนำโรงพยาบาลที่เหมาะสม หรือหมอเฉพาะทางที่เก่งๆ) เพื่อให้ผลการรักษาออกมาดีที่สุด เท่าที่ทุกฝ่ายจะสามารถทำได้

สัตว์เลี้ยง

 

ช่วงแรกของการเริ่มเลี้ยง เด็กๆจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนตามแต่ละช่วงวัย กว่าจะครบปีแรก จะต้องไปเจอหมอหลายครั้ง เมื่อฉีดวัคซีน เจ้าของจะได้รับสมุดวัคซีนและบัตรนัดครั้งต่อไปมาด้วย ดังนั้นช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่เหมาะจะหาหมอและโรงพยาบาลหรือคลินิกที่ถูกใจ เพราะหากไม่ถูกใจร้านแรก ก็สามารถนำสมุดวัคซีน ไปฉีดต่อที่ร้านใหม่ ตามนัดเดิมได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาขอเอกสารส่งตัว (หากเป็นกรณีการส่งตัวระหว่างการรักษา ก็สามารถทำได้ โดยสัตวแพทย์ผู้ทำการรักษา จะเขียนใบส่งตัว รวมทั้งข้อมูลต่างๆ เช่น ผลการตรวจเลือด ผลต่างๆจากห้องปฏิบัติการ ผลการ X-Ray Ultrasound มอบให้กับเจ้าของ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เป็นสิทธิผู้ป่วยที่เจ้าของสามารถขอได้)

หลังจากเลือกหมอที่ถูกใจได้แล้ว ต่อมาสิ่งที่สำคัญคือ การพูดความจริงต่อกัน แต่พูดกันดีๆ โดยยึดเอาประโยชน์ของเด็กๆสี่ขาเป็นที่ตั้ง เช่น ป่วยมาแล้วกี่วัน เจ้าของรักษาเองไปบ้างมั้ย เอายาอะไรให้กินไปแล้วบ้าง ถ้ามีตัวอย่างยาที่กินติดไปด้วยยิ่งดี (การนำยาของคนไปให้สัตว์เลี้ยงกินนั้น เป็นเรื่องที่อันตราย เพราะแม้ว่ายาบางอย่างจะเป็นตัวยาเดียวกัน แต่ขนาดยาที่ใช้ในคนกับสัตว์ไม่เหมือนกัน และยาบางอย่างที่ใช้กันทั่วไปในคน แต่ไม่สามารถใช้ในสัตว์ได้ กรณีที่พบได้บ่อยคือ การให้แมวกินยาพาราเซตามอล หรือยาที่มีพาราเซตามอลเป็นส่วนผสม ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เพราะอันตรายถึงชีวิตแมว)

อย่ากลัวที่จะพูดความจริงกับหมอ บางคนกลัวว่าพูดไปแล้วหมอจะดุ กลัวจะดูไม่ดีในสายตาคนอื่น (เช่น ทำไมเป็นตั้งนานแล้วไม่พามา หรือมัวแต่รักษาเองจนหนักแล้วถึงพามา) แต่ขอให้ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น เพราะหากไม่พูดความจริง จะยิ่งเสียเวลาที่จะรักษาชีวิตของเด็กๆไว้ อย่าลืมว่าพวกเขาไม่สามารถเล่าอาการให้หมอฟังได้ ข้อมูลบางอย่างหมอได้จากการตรวจร่างกาย หรือผลจากห้องปฏิบัติการก็จริง แต่ข้อมูลเบื้องต้นที่สำคัญที่สุด จะมาจากเจ้าของ

สัตว์เลี้ยง

นอกจากปัจจัยของตัวหมอแล้ว ส่วนของสถานพยาบาลก็เป็นอีกปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาเบื้องต้นอาจแบ่งสถานพยาบาลสัตว์ได้เป็น 3 ระดับ (ตามความเข้าใจอย่างง่ายๆ ไม่ได้อ้างอิงตามหลักวิชาการ) คือ คลินิกรักษาสัตว์ โรงพยาบาลสัตว์ขนาดเล็ก และโรงพยาบาลสัตว์ขนาดใหญ่

คลินิกรักษาสัตว์ จะเน้นที่การรักษาเบื้องต้น การฉีดวัคซีน หรือการป้องกันโรคต่างๆ ส่วนใหญ่จะไม่มีเครื่องมือในการวินิจฉัยมากนัก แม้จะไม่ได้มีห้องปฏิบัติการภายใน แต่ก็สามารถวินิจฉัยได้โดยอาศัยการส่งตัวอย่างกับบริการห้องปฏิบัติการต่างๆ ข้อดีของคลินิกคือ มักอยู่ใกล้บ้าน สะดวก เป็นกันเอง และราคาย่อมเยา

โรงพยาบาลสัตว์ขนาดเล็ก มักจะมีเครื่องมือ อุปกรณ์ในการช่วยวินิจฉัย ให้การรักษา รวมถึงมียาที่หลากหลายขึ้น ทำให้สามารถทำการรักษาได้ครอบคลุมมากขึ้น

สัตว์เลี้ยง

โรงพยาบาลสัตว์ขนาดใหญ่ อาจแบ่งได้อีกเป็น 2 ประเภท คือ

  • โรงพยาบาลสัตว์ของมหาวิทยาลัย (เช่น โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โรงพยาบาลสัตว์เล็ก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลสัตว์ประศุอาทร มหาวิทยาลัยมหิดล) แหล่งรวมเครื่องไม้เครื่องมือ และบุคลากรทางการแพทย์ระดับเทพ แต่มีข้อเสียคือ หมอมักไม่ค่อยมีเวลาอธิบายมากนัก เพราะต้องรับผิดชอบสัตว์ป่วยจำนวนมาก และแต่ละครั้งที่ไปจะใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งวัน
  • โรงพยาบาลสัตว์ของเอกชน เครื่องมือและอุปกรณ์ระดับเทพ บางแห่งก็เปิด 24 ชั่วโมง หรือมีหลายสาขา บางที่ก็มีอาจารย์หมอไปลงตรวจ สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน บริการดีเยี่ยม สะดวก รวดเร็ว แต่ราคาก็สูงตามไปด้วย

จะเห็นได้ว่า ทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขอเพียงเข้าใจ และยอมรับตามเหตุและผลของมัน ย่อมจะทำให้มีความสุขด้วยกันทุกฝ่าย ทุกอย่างมีราคาของมัน เหมือนคำกล่าวที่ว่า ของถูกไม่มีดี และของฟรีไม่มีในโลก เมื่อเราซื้อมอเตอร์ไซค์สักคัน ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นมอเตอร์ไซค์ ไม่สามารถกลายเป็นรถสปอร์ตเปิดประทุนได้เช่นกัน

arrow
%d bloggers like this: