Trending Now

Altra Trail 100k แรกมันไม่ง่าย แต่มันก็ไม่ยากที่จะคว้ามา @ โป่งแยง

นี่เป็นครั้งแรกที่แอดมินได้สัมผัสกับอัลตร้าเทรล 100km. มันเป็นความสะใจ และภูมิใจผสมอยู่ด้วยกัน และถือได้ว่าเป็นการเตรียมพร้อมร่างกายมาทั้งหมด 3 เดือน ที่มีความพร้อมเพียง 70% เท่านั้น เพราะเกิดอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้า แต่ก็รักษาหายเหลือเพียง 2% เท่านั้น ออยล์เคยผ่านระยะสูงสุด 50k มาเท่านั้น ดังนั้น การเอื้อมระยะ 100k ก็ไม่ง่ายเลยซะทีเดียว

งานนี้มีบัดดี้ ซึ่งมีประสบการณ์อัลตร้า 100 มาแล้ว 4 สนาม ให้เป็นผู้วางแผนในทริปนี้ นางเหมือนเครื่องคิดเลขที่ต้องคำนวณเวลา และระยะทางให้ตลอด แผนของเราที่ตั้งไว้ คือ 25 ชม. และแผน 27 ชม. อากาศเริ่มแรกเย็นกำลังดี น้ำค้างลงเล็กน้อย เพราะว่าเมื่อวานฝนตกช่วงเย็น

A10: เริ่มต้นไป A10 ด้วยระยะทาง 13.10k ถือได้ว่าเริ่มต้นไม่โหดเท่าไหร่ แต่ได้ข่าวจากเมื่อวันก่อนว่าวันนี้ฝนจะตกหนักตลอดทั้งวัน ก็ยังไม่ตื่นเต้น อากาศเย็นกำลังดี ใส่เสื้อกันลม ก็สามารถป้องกันอุณหภูมิเย็นได้ดี วิ่งไปเรื่อยๆ ความอุ่นในร่างกายมีเยอะ ต้องถอดออก ตามทางพื้นดินยังเละไม่มาก ยังชิวๆ กันอยู่ พอถึง A10 ก็มีเกลือแร่ น้ำ ขนม กล้วยได้ทานรองท้อง ตอนนั้นไปถึงประมาณ 7 โมงครึ่ง ยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่

A9: ตอนนี้เรากำลังเดินทางขึ้นดอยปุยระยะทาง 7.6km อากาศเย็น มีหมอกค่อนข้างหนา ตอนนั้นกิโลที่ 20 แล้วเส้นทางเริ่มจะชันขึ้นมากเรื่อยๆ เริ่มเหนื่อยมากขึ้น แต่พอเจอเส้นทางลัดที่จะขึ้นดอยปุย เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ถือได้ว่าชันมากเลยล่ะ แต่พอขึ้นไปจุดสูงสุดของดอยปุยแล้วก็หายเหนื่อยทันที เมื่อเห็นวิวสวยงาม หมอกลงหนา มองลงไปด้านล่างไม่เห็น ช่วงที่เราขึ้นไปนั้นเวลา 9 โมงแล้ว ก็เลยเดินลงมาที่จุด Check Point ได้พักกินข้าวเช้าที่จุดนี้ เป็นข้าวไข่พะโล้ ช่วงนี้คนพัก และโหลดกันเยอะมาก

A8: เรามุ่งหน้าไปต่อ A8 อยู่ที่ 9.20km เส้นทางยังคงสบาย อากาศดี เดินบ้างวิ่งบ้าง downhill ยาวๆ ไป มีรถมอเตอร์ไซด์คอยเซอร์วิสตลอดเส้นทาง จุดนี้ มีแต่น้ำ เกลือแร่ และผลไม้ ขอบอกว่า ออยล์พกกล้วยน้ำว้าไปทานตลอด ได้พลังงาน และอิ่มท้องด้วยค่ะ ตอนนี้น่าจะกิโลที่ 30 แล้ว ร่างกายออยล์ยังไม่มีปฏิกิริยาอะไร เดินวิ่งไปคุยไปกับเพื่อนตลอดเส้นทาง และยังคงอยู่ในตามแผนจบ 25 ชม. จุดนี้เริ่มหยิบพลังงานสำรองมากิน คือชงเวย์โปรตีนนั่นเอง มันคือช่วยได้เยอะมากอ่ะ

A7: เราเติมน้ำให้เต็ม เพราะหลังจากนี้เราจะขึ้นอย่างเดียว ด้วยระยะทาง 10.6km ท้องฟ้ามืดครึ้มมาแล้ว ดูท่าทางจะไม่น่ารอดแน่ๆ เส้นทางที่วิ่งเป็นเส้นทางปูนซีเมนต์ที่ชาวดอยเค้ามาเทพื้นไว้ให้รถสามารถวิ่งได้ ได้มีข้ามลำธารน้ำตกเล็กๆ ด้วย ทุกคนที่ผ่านทางนี้จะต้องถอดรองเท้า ถุงเท้า เพราะว่าถ้าลุยน้ำตอนนี้ไป มีหวังได้เท้าพองเป็นแน่ พอมาไม่นาน ฝนกระหน่ำลงมาทันที แต่ก็มาถึงจุดนี้ได้กินข้าวมื้อเที่ยง เป็นข้าวไข่เจียว (อร่อยมาก หรือว่าเราหิวมากกันแน่) ตอนนั้นเวลาบ่าย 3 เป็นจุดมี Bag Drop (Bag Drop: ถุงยังชีพของนักวิ่ง ที่สามารถใส่ของได้ทุกอย่าง และมีเจ้าหน้าที่ของงานขนขึ้นไปให้นักวิ่ง) ออยล์เลยตัดสินใจเปลี่ยนเสื้อผ้าจุดนี้ ห้องน้ำมีน้อย คนเยอะ ก็เลยต้องถอดใส่ชุดใหม่กันตรงนั้นเลย พร้อมออกเดินทางแบบฝนตกหนักๆ นั่นล่ะ **จุดนี้มีคนตัดสินใจ DNF หลายคนมาก เพราะดูเหมือนเส้นทางจะต้องทรหดจริงๆ

A6: เราไม่สนใจดินฟ้าอากาศ เราลุยกันต่อไป ด้วยระยะทาง 9.9km เริ่มมืดลงเรื่อยๆ กับระยะทางกิโลที่ 40 แล้ว ฝนยังคงตกหนัก และเส้นทางก็เริ่มเละมากขึ้นเรื่อยๆ จากดินกลายเป็นดินเหนียว มีน้ำไหลจากภูเขาตลอดเส้นทาง เริ่มเดินยากขึ้นเรื่อยๆ หมอกก็เริ่มหนาขึ้น มองทางยากมาก ตอนนั้นประมาณ 6 โมงเย็นแล้ว แถมเป็นคืนเดือนมืดอีก แวะพักเติมน้ำ เกลือแร่แล้วไปต่อ

A5: ระหว่างทางมา A5 ประมาณ 5.2km เท่านั้น เป็นทางที่โหดร้ายมากๆ เพราะต้องเข้าป่าไผ่ พื้นผิวชันมาก และเละมาก และฝนก็ตกหนักตลอด เดินกันนี่ยกเท้าไม่ขึ้น ล้อฟรีตลอด แถมตอนทางลงก็สไลด์กันเลยทีเดียว บางคนลื้นก้นกระแทกมีบาดเจ็บกันไปหลายคนเลยทีเดียว ตอนนั้นออยล์เองก็มองอะไรแทบไม่เห็นนะ หมอกลงหนามาก ส่องไฟได้แค่ตรงหน้า เพื่อนๆ ก็วิ่งไปบอกทางด้านหน้ากันไป ตามๆ กัน กว่าจะผ่านมาได้ก็เหนื่อยมาก สุดๆ เลย จุดนี้ได้พักทานข้าวกับแกงจืดต้มฟักไก่ 1 จาน อร่อยมากๆ และกินมาม่าไปอีก 1 ตอนนั้นเวลาประมาณ 3 ทุ่มแล้ว เป็นอาหารมื้อเย็น สภาพแต่ละคนเละมากมาย หลังจากนี้คงต้องใช้แผน 26-27 ชม.แล้ว เพราะว่าสภาพอากาศและพื้นดิน ไม่เอื้ออำนวยเลยค่ะ

A4-A3: ณ จุดนี้ระยะทางรวมกันประมาณ 19 กิโล ช่วงนี้เป็นช่วงดึกแล้ว สภาพตอนนั้นบอกได้เลยว่า ล้าพอสมควร ง่วงนอนเป็นที่สุด เราสามคนใช้การเดินเร็ว ช่วงดึกไม่สามารถวิ่งได้เท่าไหร่ เพราะว่าหมอกหนามาก ทำให้วิสัยทัศน์ในการมองเห็นแย่มาก ออยล์พยายามเติมพลังงานจากเวย์ โปรตีน, Energy Gel, ลูกอม ของกินทุกอย่างเพื่อให้ตื่น แต่…ออยล์ก็ไม่ตื่น ณ จุดนี้แทบจะเดินหลับตากันเลยทีเดียว พอมาถึง A3 ก็ได้ทานผัดไท เพิ่มพลังงานหน่อย

 

A2-A1: ช่วงนี้ประมาณ 11.1km เป็นช่วง Auto Pilot ของแอดมินเลย คือหัวสมองรับอะไรไม่ได้มาก แต่ขายังคงเดินเร็วเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเดินเป็นปูเลย เอียงไปเอียงมา เพื่อนทั้ง 2 คนที่ไปด้วยก็จับเป้ จับแขนกันคนละข้าง เพื่อไม่ให้เดินตกเขา 555 ในความรู้สึกเหมือนว่าเดินเร็วมาก มีคนทักตลอดทาง แต่ก็ไม่เห็น และจำอะไรไม่ได้เลย ทางเดินขึ้นไป A2 เป็นปูนซีเมนต์ส่วนใหญ่ เดินไม่ยาก แต่ตอนนี้มันโลที่ 80 แล้ว เดินไปสะท้านหัวเข่าไปมากๆ เมื่อเดินขึ้นไปถึงจุด ได้กินมันต้มน้ำขิง พอตาสว่างได้บ้าง ตอนนั้นน่าจะตี 5 แล้ว เริ่มสว่างแล้ว ได้รับอนุญาตจากบัดดี้นอนไป 10 นาที คือน๊อคไปเลย 555

Finish: เดินลงมาจาก A1 เป็นทางลงที่ยาวมาก เหลืออีก 10 โลสุดท้าย ตอนแรกคิดว่าจะเดินชิวแล้ว แต่พอเห็นเวลา และเพซที่ตารางแผนที่ ก็เริ่มคิดในใจว่า มันคงไม่ง่ายเลยตัดสินใจ Downhill ลงมา คือแบบตอนนั้นเจ็บหน้าแข้งแล้ว แต่ต้องกัดฟันวิ่งลงมา เพื่อให้ทันจบ 28 ชม. สภาพพื้นดินยังคงเละตลอดเส้นทาง วิ่งลงยากพอสมควรเลย พอออกจากป่าแล้วเจอถนนใหญ่เพื่อเข้าในสวนพฤกษศาสตร์ เป็นเส้นชัย คือแบบว่าชันมากๆๆ บ่นตลอดทางเลย เพื่อนบอกว่า เมื่อกี้ที่ Auto Pilot ทางชันกว่านี้อีก ยังเดินไม่หยุด …ตกใจค่ะ เพราะว่าจำอะไรไม่ได้เลย 555 พอกำลังจะเช้าเส้นชัย ตกใจต้องขึ้นบันไดไปอีก 10 กว่าขั้นแหน่ะ แต่ในที่สุดก็ฮึบวิ่งขึ้นบันไดเข้าเส้นชัยสวยๆ ไปจบเวลา 28 ชม. นิดๆ

สนามนี้ถือว่าต้องใช้ใจล้วนๆ เลยค่ะ ขอบคุณสนามสวยๆ ที่ให้มาท้าทายนะคะ 🙂

Oily

ชื่อ: ออยล์ หรือ ออยล์ลี่ (ก็ได้ค่ะ) ประสบการณ์: เวทมา 3 ปี วิ่งมา 3 ปีกว่า ความตั้งใจ: แบ่งปันความรู้เรื่องวิ่งสำหรับผู้ที่มีความตั้งใจอยากวิ่ง อยากจะสุขภาพดี แบบบ้านๆ ความสุข: เห็นรอยยิ้ม มิตรภาพใหม่ๆ ระหว่างทางวิ่ง ท้าวความกันก่อน... 😇จากเดิมสมัย 8-9 ปีที่แล้ว ทำงานประจำ เครียดกับการทำงานมาก เพราะเป็นคนมีความตั้งใจทำงานสูง ไม่ดีไม่ได้ ไม่ได้ก็ต้องเอาให้ได้ เลยเกิดความกดดันในการ ทำงานพอสมควร เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคในตัวอย่างดีเป็นคนอ่อนแอ มีโรคประจำตัวหลายอย่าง เช่น โรคกระเพาะอาหาร ทางเดินอาหารอักเสบ ลำไส้อักเสบ กรดไหลย้อน และภูมิแพ้ บางทีก็น้ำในหูไม่เท่ากัน เป็นลมบ่อยๆ เวลาเครียดทุกๆ ครั้ง นอนไม่หลับ กินไม่ได้ปกตินอนโรงพยาบาลปีละ 7-8 ครั้ง ไม่รวมไปหาหมอแบบ OPD แทบจะเดือนละครั้งเลยก็ว่าได้ 😢 🙄มาวันนึงนอนที่รพ.นนทเวช ได้ 3 คืนแล้ว วันที่ออกจากรพ. ก็เลยตัดสินใจเดินเข้า Fitness First ที่เดอะมอลล์งามวงศ์วานทันที พร้อมกับสมัครสมาชิกเลย บอกพนง. ว่าพี่ขอออกกำลังกายอะไรก็ได้เดี๋ยวนี้เลยค่ะ พี่ไม่ไหวกับอาการป่วยของพี่แล้ว 😚✌🏻 😎หลังจากนั้นก็ตั้งเป้าว่าจะมีสุขภาพที่ดีขึ้น อยากหุ่นดีมี sixpack เฟิร์มมากขึ้น หลังจากนั้น 1 ปี ผ่านไปsixpack ก็มา ป่วยน้อยลงทันตาเห็น แต่หมดความท้าทาย ไปแล้วไง มีพี่ที่สนิทวิ่งอยู่แล้วก็ชวนออกมาวิ่งที่สวนก็เลยนึกขึ้นได้ว่า บ้านเรามีสวนรถไฟอยู่แล้วนิ ก็เริ่มเลย 🏃🏻‍♀️วันแรกที่ไปวิ่งที่สวนรถไฟ (1รอบ = 2.5k) วิ่งได้ 1 รอบก็เหนื่อยมากๆ แล้วไม่หมดความท้อใจ วิ่งวันต่อไปได้ 2 รอบแล้ว วิ่งต่อไป 3, 4 รอบแล้ว จนในที่สุดเราวิ่งได้ 10k แล้ว ดีใจมากๆ ทุกๆ ครั้งที่ออกมาวิ่งจะมีแรงผลักทำให้ตื่นแต่เช้า เลือกชุดที่ชอบ ฟังเพลงที่ใช่ เพลินไปกับบรรยากาศของสวนรถไฟ ประกอบกับได้พบปะกับพวกพี่ๆ น้องๆ อาๆ ที่สวน (แก๊งซอยกลาง) จนทุกวันนี้พี่ๆ เค้าได้เห็นพัฒนาการของออยล์เรื่อยๆ จากวิ่งมินิไปฮาล์ฟ ไปฟูล และไปอัลตร้า ประกอบกับหาวิธีทาง ที่จะทำให้ตัวเองแข็งแรงมากขึ้นไปเรื่อยๆ สามารถเจอได้ทุกๆ สนาม สามารถทำเวลา และผ่านได้ทุกสนาม 😇จนมาวันนี้ ได้พบกับคำว่า "ความสุข" คืออะไรในชีวิตตั้งแต่วิ่งมาเปลี่ยนทั้งร่างกายตัวเองที่แข็งแรงขึ้น ไม่มีการเจ็บป่วยเลยแม้แต่น้อย เปลี่ยนทั้งจิตใจ ความคิด เป็นแรงบวก มองโลกในแง่ดี จากคุณหนูเปลี่ยนเป็นคนง่ายๆ จากคนขี้กลัวเปลี่ยนเป็นคนกล้าทุกๆ อย่าง 🌈ทุกๆ อย่างเกิดมาจากความอดทน พยายาม และวินัยด้วยที่ตัวเองเป็นคนชอบเอาชนะตัวเองแล้ว ข้อดีของมันคือ จะทำให้เราไปจุดมุ่งหมายที่เราตั้งไว้...
arrow
%d bloggers like this: