Trending Now

หรือโลกยุค 4.0 จะต้องจบลงแต่เพียงเท่านี้ ถ้าสนามแม่เหล็กโลกเริ่มสลับขั้ว จะมีวิธีใดป้องกันไม่ให้เราต้องกลับไปสู่ยุคแรงงานมนุษย์และสัตว์อีกหรือไม่?

วิทยาการและเทคโนโลยีในปัจจุบันก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ต้องขอบคุณนักวิทยาศาสตร์ไอเดียบรรเจิดอย่าง โทมัส อันวา เอดิสัน ผู้คิดค้นการนำกระแสไฟฟ้ามาใช้งานเป็นคนแรกของโลก และนับตั้งแต่นั้นมา พวกเราก็ไม่ต้องหวาดกลัวค่ำคืนที่แสนจะมืดมิดอีกต่อไป แสงสว่างช่วยต่อเวลาให้กับพวกเราได้ทำกิจกรรมยามค่ำคืนได้อย่างเสรี และชีวิตก็ไม่ได้มีอยู่ได้เพียงเฉพาะในช่วงกลางวันภายใต้ดวงอาทิตย์แต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งไฟฟ้าก็ทำให้ชีวิตเราสะดวกสบายขึ้นอย่างเหลือเชื่อ เพราะมันเข้ามาเป็นกลายงานในการทำให้เครื่องจักรสามารถอำนวยความสะดวกให้แก่ชีวิตประจำวันของพวกเรา จนเหมือนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปเสียแล้ว และในตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์และนักลงทุนทั่วโลก ต่างก็พากันแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่ๆ อยู่อยู่ตลอดเวลา เพราะพลังงานที่เรามีอยู่ตอนนี้นั้น อาจจะไม่เพียงพอต่อการใช้งานในอนาคต และดูเหมือนว่าในตอนนี้ โลกของเรากำลังจะต้องเผชิญปัญหาใหม่ ที่จะทำให้การวิวัฒนาการของพวกเราเริ่มหยุดชะงัก เพราะขาดแคลนพลังงานสำคัญอย่างไฟฟ้า ที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของประชากรโลกตลอดระยะเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา

ถ้าจะให้พูดกันตามความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้นั้น มันเป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะว่าสนามแม่เหล็กโลกจะต้องเปลี่ยนขั้วทุกๆ 100,000 ปีเช่นนี้มานานมาก ซึ่งอาจจะเริ่มมาตั้งแต่ตอนที่โลกเพิ่งจะฟอร์มตัวเป็นดาวเคราะห์ในยุคแรกๆ เสียอีก และดูเหมือนว่าช่วงเวลาครบรอบการเปลี่ยนแปลงนี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยสนามแม่เหล็กโลกนั้นจะสลับด้านจากขั้วเหนือกลายเป็นขั้วใต้ และจากขั้วใต้กลายเป็นขั้วเหนือ ถือเป็นเรื่องดีที่ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์ออกมาแล้วว่าการสลับขั้วแม่เหล็กโลกนั้นจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ถึงอย่างนั้น มันก็คงกระทบกับการใช้ชีวิตในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีและแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างเช่นทุกวันนี้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว


สิ่งแรกที่จะเกิดก็คือ ชั้นบรรยากาศเปลี่ยนแปลง ทันทีที่แม่เหล็กสลับขั้ว แรงดึงดูดของโลกจะแปรปรวน ทำให้ชั้นบรรยากาศมีความบางลง และแน่นอนว่ารังสีคอสมิกและลมสุริยะต่างๆ จะเข้ามายังพื้นผิวโลกได้มากขึ้น นั่นหมายความว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดจะไม่สามารถใช้งานได้ตามปกตินั่นเอง รวมไปถึงการผลิตไฟฟ้า และการใช้งานอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน ที่ต้องส่งสัญญาณกันผ่านอากาศ เพราะจะมีรังสีรบกวนต่างๆ เข้ามาในชั้นบรรยากาศโลกมากมาย นอกจากนี้ มันยังส่งผลต่อเรื่องสุขภาพ และความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง ตลอดจนโรคอุบัติใหม่ที่ไม่ทันคาดคิดอีกนานับประการ ซึ่งเราเองก็ยังไม่แน่ใจว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบัน จะเพียงพอต่อการรักษาโลกอุบัติใหม่ที่เกิดจากรังสีอวกาศและคลื่นสนามพลังงานที่คอยรบกวนชีวิตประจำวันของพวกเราในอนาคตได้หรือไม่ ทั้งนี้เพราะแค่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ความต่างศักดิ์ไฟฟ้าอยู่ที่ 110-220 โวลต์ ก็ยังรบกวนคลื่นสมองของเรา ที่มีขนาดเพียง 12 โวลต์ให้เปลี่ยนแปลงไป จนเกิดเป็นก้อนเนื้อร้ายอย่างเช่นมะเร็งในสมองได้มาแล้ว แต่นี่คลื่นรังสีคอสมิกจากอวกาศนั้นมีความรุนแรงมากกว่านั้นมาก เพราะสามารถทำลายระบบรากฐานไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ให้เสียหายได้ ย่อมมีพลังงานสูงกว่าแหล่งทรัพยากรเดิมที่เรามีมหาศาล แล้วแบบนี้… มนุษย์อันแสนเปราะบางอย่างพวกเราจะสามารถรับมือมันได้อย่างไร หรือต้องใส่ชุดกันรังสีแบบนักบินอวกาศกันอยู่ตลอดเวลาล่ะเนี่ย?

แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น ระบบการคมนาคมขนส่งในอนาคตอันใกล้จะต้องมีปัญหามากว่าที่คิดอย่างแน่นอน เพราะสนามแม่เหล็กโลกที่เปลี่ยนแปลง จะทำให้ระบบ GPS ที่เคยทำข้อมูลเอาไว้ทั้งหมดใช้การไม่ได้ แถมสนามแม่เหล็กโลกที่เปลี่ยนแปลง ยังทำให้เข็มทิศทำงานผิดปกติ ต่อไปชาวประมงจะมีปัญหาในการเดินเรือ และนักบินจะต้องหาเทคโนโลยีใหม่ในการนำทางเครื่องบินโดยสารอีกด้วย และไม่แน่ว่าเราอาจจะต้องพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมาใช้แทนที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีอยู่ในปัจจุบันใหม่ทั้งหมด เพราะสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลง จะไม่สามารถทำให้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนเหนี่ยวนำตามปกติได้นั่นเอง ซึ่งนั่นหมายถึงการต้องใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติจะต้องพุ่งสูงขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา เนื่องจากตอนนี้เรามีประชากรมนุษย์ที่ต้องดูเลยมากกว่า 7,200 ล้านคน มากสุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่เคยมีมา และมีแนวโน้มว่าประชากรอาจจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าจะมีสังคมผู้สูงอายุในบางประเทศมาช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของประชากรโลกก็ตาม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

arrow
%d bloggers like this: